เรื่องบ่นๆ
เรื่องที่ 1: ตื่นเช้าทำไม
เฮ้อ! ชีวิตคนเรานี่มันยังไงกันวะเนี่ย... จะรีบตื่นเช้ากันไปถึงไหน โลกนี้มันหมุนเร็วเกินไปแล้วนะ! ฟังเสียงนาฬิกาปลุกสิครับพี่น้อง... ติ๊ดๆๆๆ เสียงมันช่างบาดหูบาดใจซะเหลือเกิน ทั้งที่ร่างกายนี่มันกำลังเคลิ้มฝัน กำลังนอนหลับสบาย กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ฟินที่สุดในสามโลก อ้ายจำเรียน คนนี้เพิ่งจะข่มตาหลับลงไปได้แป๊บเดียวเองนะ ทำไมเช้ามันถึงมาไวขนาดนี้วะเนี่ย!
ลองคิดดูสิครับ... อากาศตอนเช้ามืดเนี่ยมันน่านอนที่สุดในจักรวาลแล้ว ลมพัดเย็นๆ ผ้าห่มผืนหนานุ่มๆ มันช่างเย้ายวนใจให้อยู่บนเตียงต่อซะเหลือเกิน แต่ไม่ได้ไง... ชีวิตมนุษย์เรามันต้องดิ้นรน ต้องลุกขึ้นมาทำมาหากิน เปิดร้าน เปิดไลฟ์สด หรือออกไปเผชิญโลกกว้าง จะให้นอนอืดเป็นขี้เกียจอยู่บนฟูกทั้งวันก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีเงินกินข้าว เดี๋ยวเอฟซีบ่นคิดถึง (หัวเราะ)
แต่ก็นั่นแหละครับ... พอคิดว่าต้องลุกขึ้นมานะ โอ้โห... ร่างกายมันหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาหินมาถ่วงไว้ ขาก็ไม่อยากก้าวลงจากเตียง สมองก็ยังเบลอๆ ง่วงก็ง่วง นอนก็นอนไม่เต็มอิ่ม ตาขวาก็สั่น ตาซ้ายก็กระตุก อ้ายจำเรียน นั่งงอแงอยู่ขอบเตียงอยู่ตั้งนานสองนาน สบถกับตัวเองในใจไปก็หลายรอบ ว่ากูตื่นมาทำไมวะเนี่ยวันนี้?
บางทีนะ... อยากจะทุบนาฬิกาทิ้งให้มันจบๆ ไป หรือไม่ก็อยากจะกดเลื่อนเวลา (Snooze) ไปสักสบรอบ แต่ชีวิตจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้ไงครับ! สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วลากสังขารอันโรยราอายุห้าสิบกว่าๆ ของตัวเอง ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟัน ทั้งที่ตาแทบจะปิดอยู่แล้ว...
เฮ้อ... ใครเป็นเหมือน อ้ายจำเรียน มั่งครับเนี่ย แค่เริ่มต้นตอนเช้าตรู่ ชีวิตก็โคตรจะเหนื่อยใจแล้ว! แต่เอาวะ... ไหนๆ ก็ตื่นมาแล้ว ลุกขึ้นมาสู้กันหน่อย ถึงจะง่วงแค่ไหน
อ้ายจำเรียนก็ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนที่ต้องตื่นเช้าเหมือนกันนะคร้าบ สู้ๆ ครับผม!"
เรื่องที่ อากาศร้อนตับแตก
"โอ๊ย! อะไรมันจะร้อนระอุ ร้อนตับแตกตับแต๊บขนาดนี้วะเนี่ย... นี่ประเทศไทยหรือเตาอบขนมปังกันแน่ครับพี่น้อง! แค่ก้าวขาเดินออกไปรับแดดหน้าบ้านแป๊บเดียว เหงื่อเม็ดโป่งๆ ก็ผุดขึ้นมาท่วมตัว ไหลหยดติ๋งๆ ยิ่งกว่าคนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ อ้ายจำเรียน คนนี้แทบจะละลายกลายเป็นน้ำเทียนลอยอยู่กลางถนนอยู่แล้วเนี่ย ร้อนจนหน้ามืดตามัว สมองแทบจะหยุดทำงาน!
ลองจินตนาการตามดูนะครับ... ช่วงนี้แดดแรงกล้าชนิดที่ว่า ไข่ดาวบนพื้นถนนคงสุกได้ภายในสามวินาที เดินไปไหนมาไหนลมพัดมาทีนึกว่าเปิดไดร์เป่าผมเบอร์แรงสุดใส่หน้า ลมร้อนผ่าวๆ ปะทะเข้าเต็มๆ จนแสบผิวไปหมด เสื้อผ้าที่เพิ่งรีดมาหอมๆ ตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แนบติดตัวจนอึดอัดไปหมด จะขยับตัวทำอะไรแต่ละทีก็เหนียวเหนอะหนะ น่ารำคาญชะมัด!
แล้วยิ่งพีคไปกว่านั้นนะ... แอร์เจ้ากรรมที่ห้องนอนเนี่ย มันดันมาเสียในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้พอดีเป๊ะ! โคตรซวยเลยพี่น้อง เปิดรีโมตทีไรลมออกมาแต่ลมธรรมดา พัดเท่าไหร่ก็มีแต่ความอบอ้าว อ้ายจำเรียน ต้องมานั่งพัดวีตัวเองด้วยพัดพลาสติกเก่าๆ เหงื่อตกพั่บๆ นั่งมองพัดลมตั้งโต๊ะที่ส่ายหน้าไปมาเหมือนเยาะเย้ยชีวิต นอนก็นอนไม่หลับพลิกซ้ายพลิกขวา ตัวเหนียวตัวหนืดไปหมด จะเปิดหน้าต่างรับลมข้างนอก ลมก็ดันไม่ยอมพัดมาสักแอะ ร้อนอบอ้าวเหมือนอยู่ในห้องซาวน่าฟรีแบบไม่ได้ตั้งใจ!
บางทีนะ... อยากจะกระโดดลงไปแช่ในตู้แช่แข็งของร้านสะดวกซื้อซะให้มันรู้แล้วรู้รอด หรือไม่ก็อยากจะย้ายสำนักหนีไปอยู่ขั้วโลกเหนือกับน้องเพนกวินมันซะเลย แต่อารมณ์ร้อนๆ แบบนี้มันพาลทำให้หงุดหงิดง่ายจริงๆ นะครับ จะทำอะไรก็พาลหงุดหงิดไปหมด หิวน้ำก็ต้องคิวน้ำแข็งหมดตู้ เย็นไม่ทันใจซะที
เฮ้อ... ใครที่กำลังเผชิญกับอากาศร้อนๆ ตับแลบแบบ อ้ายจำเรียน ตอนนี้บ้างครับ? ดูแลสุขภาพกันด้วยนะ ดื่มน้ำเยอะๆ อย่าเพิ่งหัวร้อนตามอากาศล่ะครับ เดี๋ยวความดันขึ้นซะก่อน เอาวะ... ร้อนกายแต่ใจอย่าร้อนตามก็แล้วกัน สู้ๆ ครับทุกคน
เรื่องที่ รถติดนรกแตก (ความยาวประมาณ 3 นาที)
"โอยยย... รถราอะไรกันเนี่ย จะติดไปถึงไหนวะเนี่ย! มองไปทางไหนก็เจอแต่ตูดรถเรียงรายกันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ขยับไปได้ทีละคันสองคันแบบเต่าคลาน นี่ย้ายมาอยู่บนถนนหรือมาสร้างบ้านถาวรกันแน่ครับพี่น้อง! **อ้ายจำเรียน** นั่งอยู่หลังพวงมาลัยจนก้นกบจะงอเป็นปาท่องโก๋อยู่แล้ว ปวดหลัง ปวดขา ไปหมด เส้นเลือดในสมองแทบจะเต้นตุบๆ เพราะความหงุดหงิด!
ลองคิดสภาพดูนะครับ... ตั้งใจว่าจะรีบเดินทางไปทำธุระให้เสร็จไวๆ จะได้มีเวลาไปเคลียร์งานอย่างอื่นต่อ แต่พอมาเจอสภาพการจราจรแบบนี้ทีไร แผนการที่วางไว้พังไม่เป็นท่าทุกที ไฟเขียวทีนึงวิ่งได้สามคัน ไฟแดงปุ๊บยาวไปอีกสิบนาที นึกว่าแจกแจ็คพ็อต! บีบแตรไล่ก็แล้ว ชะเง้อคอมองหาก็แล้ว สภาพถนนก็ยังนิ่งสนิทเหมือนสต๊าฟฟ์เอาไว้ **อ้ายจำเรียน** อยากจะถอดล้อรถแล้วเดินแบกเครื่องยนต์วิ่งแซงไปเองซะให้มันรู้แล้วรู้รอด!
แล้วยิ่งน่าเบื่อเข้าไปใหญ่... วิทยุในรถก็เปิดวนไปเจอแต่เพลงเดิมๆ ดีเจก็พูดอะไรเพลินอยู่คนเดียว แอร์ในรถก็เริ่มจะไม่เย็นทันใจ น้ำมันก็ค่อยๆ ลดฮวบลงเรื่อยๆ จนใจหายวาบ คิดในใจว่า *'เออ... รถติดไม่พอ น้ำมันจะหมดกลางทางอีกไหมเนี่ยชีวิต!'* มองกระจกหลังเห็นคันอื่นเขาพากันดับเครื่องลงมาเดินยืดเส้นยืดสาย บางคนก้มหน้าเล่นมือถือจนคอพับคออ่อน บางคนทำหน้าเบื่อโลกเหมือนเพิ่งไปรบแพ้มา
ยิ่งช่วงเวลาเร่งรีบนะ... ท้องก็ดันมาหิวกิ่วขึ้นมาซะอีก ได้แต่นั่งกลืนน้ำลายเอื้อมมือไปคว้าลูกอมในคอนโซลรถมาอมแก้ขัดไปพลางๆ สบถด่าความซวยของตัวเองในใจไปก็หลายรอบ ว่าทำไมวันนี้ถึงซวยมาเจอแจ็คพ็อตการจราจรแบบนี้วะเนี่ย!
เฮ้อ... ใครที่ต้องมานั่งติดแหง็กอยู่บนท้องถนนแล้วหัวร้อนไปกับ **อ้ายจำเรียน** ตอนนี้บ้างครับ? ขยับไปไหนก็ไม่ได้นอกจากทำใจ ปล่อยวางแล้วเปิดเพลงเบาๆ ฟังแก้เครียดไปก่อนก็แล้วกันนะคร้าบ ขับรถราก็ใจเย็นๆ กันด้วยล่ะ เดี๋ยวความดันขึ้นเหมือนอ้ายจำเรียนซะก่อน สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องกาแฟรสชาติแย่
"โอยยย... นี่มันน้ำอะไรวะเนี่ย! กาแฟหรือน้ำล้างถ้วยข้าวกันแน่ครับพี่น้อง! อุตส่าห์ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อกาแฟแก้วนี้มาคาดหวังว่าจะช่วยชุบชีวิตให้ตาสว่างซะหน่อย เจออึกแรกเข้าไปตาสว่างยิ่งกว่าเดิมอีกครับ... สว่างแบบหัวร้อนเลย! ทั้งจืดสนิท น้ำขุ่นคลั่กแถมมีรสชาติเปรี้ยวอมขมฝาดแปลกๆ เหมือนเอาเมล็ดกาแฟไปคั่วไหม้เกรียมแล้วแช่น้ำทิ้งไว้สามวันเจ็ดวัน **อ้ายจำเรียน** กินเข้าไปคำเดียวถึงกับสำลักแทบพุ่งพรวดออกมาจากปาก!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... ช่วงเช้าๆ แบบนี้ ร่างกายมันโหยคาเฟอีน สมองยังเบลอๆ ต้องการความเข้มข้น หอมกรุ่นของกาแฟดีๆ สักแก้วมาปลุกพลังชีวิตให้พร้อมลุยงาน แต่นี่อะไรวะเนี่ย? จ่ายเงินก็แพงเท่าร้านดัง แต่รสชาติกลับแย่ยิ่งกว่ากาแฟซองชงกินเองที่บ้านซะอีก! ดูดไปดูดมามีแต่กากกาแฟติดคอ สำลักติดๆ กันจนไอค็อกแค็กหน้าดำหน้าแดง **อ้ายจำเรียน** อยากจะเดินกลับไปปาแก้วคืนแม่ค้าแทบไม่ทัน แต่ติดที่ว่ารีบเดินทางต่อ ทำได้แค่กลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วบ่นอุบอิบคนเดียวในใจ
แล้วยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจนะ... สมัยนี้ของก็แพงขึ้นทุกอย่าง ค่าครองชีพก็สูงลิบลิ่ว แต่ทำไมคุณภาพสินค้าบางอย่างมันถึงดิ่งลงเหวแบบนี้วะเนี่ย? เสียดายเงินในกระเป๋าชะมัด เอาเงินไปซื้อขนมกินให้อิ่มท้องยังคุ้มซะกว่า นี่นอกจากจะไม่ช่วยให้ตาสว่างแล้ว ยังทำให้หงุดหงิดอารมณ์เสียแต่เช้าตรู่ เสียรสชาติชีวิตหมดเลย!
บางทีนะ... อยากจะเปิดร้านชงกาแฟขายเองแม่มันซะเลย จะได้รู้กันไปว่ากาแฟเข้มๆ หอมๆ มันต้องชงยังไง ถึงใจเอฟซีขนาดไหน! แต่วันนี้ซวยดันมาเจอแจ็คพ็อตแก้วนี้เข้าเต็มๆ ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจยอมรับกรรม
เฮ้อ... ใครเคยซวยซื้อกาแฟรสชาติห่วยแตกแบบ **อ้ายจำเรียน** แล้วต้องมานั่งทำหน้าเหเกatโต๊ะทำงานบ้างครับ? ยกมือขึ้นหน่อยเร้ว! ถือว่าฟาดเคราะห์แต่เช้าก็แล้วกันนะคร้าบ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 5: ของหายหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ (ความยาวประมาณ 3 นาที)
"โอยยย... อะไรมันจะความจำปลาทองขนาดนี้วะเนี่ย! กุญแจรถ... กุญแจรถบ้านฉันมันหายไปไหนอีกแล้วเนี่ยครับพี่น้อง! เมื่อกี้... เมื่อกี้สติดีๆ เลยนะ ยังวางไว้บนโต๊ะตรงนี้อยู่ห่างจากมือไปนิดเดียวเอง หันไปหยิบของแป๊บเดียว หันกลับมาอีกที... อ้าวเฮ้ย! หายไปไหนแล้ววะเนี่ย! อ้ายจำเรียน อยากจะเอาหัวโขกฝาบ้านให้รู้แล้วรู้รอด หงุดหงิดตัวเองชะมัด!
ลองนึกสภาพความหัวร้อนตอนรีบๆ ดูนะครับ... เวลาที่เรากำลังจะรีบออกไปข้างนอก รีบไปทำธุระสำคัญ หรือรีบไปไลฟ์สดตามเวลาที่นัดเอฟซีไว้ ของที่จำเป็นต้องใช้มันมักจะเล่นซ่อนหาเสมอ! เริ่มต้นด้วยการเดินวนรอบบ้านรอบแรก คุ้ยกระเป๋า คุ้ยกองเอกสาร รื้อลิ้นชักทุกอันที่มีในบ้าน เปิดตู้เย็นดูเผื่อมันแอบไปซ่อนอยู่ในนั้น (อันนี้ประชดนะ) เดินวนไปวนมาจนขาขวิด เหงื่อเริ่มแตกซก อ้ายจำเรียน บ่นพึมพำด่าตัวเองเสียงดังลั่นบ้าน ว่าทำไมเป็นคนซุ่มซ่าม ขี้หลงขี้ลืมแบบนี้วะเนี่ย!
แล้วยิ่งหายิ่งไม่เจอ ยิ่งรีบยิ่งลนลาน สมองมันยิ่งตื้อตัน คิดอะไรไม่ออกเลย เดินวนกลับมาที่เดิมรอบที่สิบ คราวนี้เริ่มโมโหพาลไปทั่ว ข้าวของที่วางอยู่แถวนั้นโดนปัดกระเด็นกระดอนหมด หงุดหงิดจนแทบจะร้องไห้ อยู่ๆ ก็คิดในใจว่า 'เออ... สงสัยจะมีโจรล่องหนมาขโมยไปแน่เลย หรือบ้านเราจะมีวิญญาณมาอำวะเนี่ย!'
แต่พอผ่านไปสิบนาทีผ่านความวุ่นวายผ่านพ้นไป... พอใจเย็นลงเลิกหาปุ๊บ กวาดสายตามองดีๆ อ้าวเฮ้ย! มันวางอยู่ตรงหน้ากระจกตรงนี้เอง ใกล้ตัวแค่นี้ทำไมตากูถึงมองไม่เห็นวะเนี่ย! อยากจะลมจับจริงๆ ให้ตายเถอะ... เจ็บใจตัวเองทุกทีที่เจอเหตุการณ์แบบนี้
เฮ้อ... ใครเคยมีอาการขี้หลงขี้ลืม วางของไว้ใกล้ตัวแต่หาไม่เจอจนเกือบเป็นบ้าเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือสารภาพมาซะดีๆ นะคร้าบ ช่างเป็นความซุ่มซ่ามที่แก้ไม่หายจริงๆ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 6: หิวก็หิว แต่ไม่รู้จะกินอะไรดี
"โอยยย... หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย! ท้องไส้ก็ร้องจ๊อกๆประท้วงเสียงดังลั่นห้อง แต่สมองเจ้ากรรมดันคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดีวะเนี่ยครับพี่น้อง! มันเป็นความทรมานระดับชาติเลยนะ โลกนี้มีของกินเป็นล้านๆ อย่าง แต่พอถึงเวลาจริงๆ ทำไมมันนึกไม่ออกสักอย่างวะ! อ้ายจำเรียน เดินวนไปวนมาเปิดตู้เย็นดูรอบที่ร้อยแล้วนะ มีแต่น้ำเปล่ากับกล่องเปล่าโล่งโจ้ง!
ลองนึกสภาพตอนหิวจัดๆ ดูสิครับ... เดินออกไปหน้าปากซอย เดินวนซ้ายทีขวาที ร้านนั้นก็เพิ่งกินไปเมื่อวาน ร้านโน้นก็รอนาน ร้านนี้ก็แพงเกิน เดินวนไปวนมาสามรอบจนรองเท้าสึก ขาขวิดหมดแล้วเนี่ย! ปากก็บอกว่ากินอะไรก็ได้... แต่พอมีคนเสนอขึ้นมาจริงๆ 'เอานี่ไหม?' อ้ายจำเรียนก็ส่ายหน้าบอก 'ไม่เอาอันนั้น เบื่อแล้ว อันนี้ไม่อยากกิน' สรุปคือเรื่องมากชะมัด! โคตรน่าตีมือตัวเองจริงๆ
แล้วยิ่งคิดนะ... ยิ่งหิวยิ่งโมโห ยิ่งหิวยิ่งหงุดหงิด เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด อยากจะกินอาหารอีสานแซ่บๆ ส้มตำรสเด็ด แต่พอนึกถึงตอนทำความสะอาดครัวหรือกลัวท้องเสียก็เปลี่ยนใจ อยากกินอาหารญี่ปุ่นหรูๆ กระเป๋าตังค์ก็ดันแบนราบเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ สรุปสุดท้ายวนกลับมาจบที่เมนูสิ้นคิด... ไข่เจียวหมูสับกับน้ำพริกเหมือนเดิมทุกที!
บางทีนะ... อยากจะเดินเข้าไปในร้านแล้วกวาดซื้อทุกอย่างมาลองกินให้มันรู้แล้วรู้รอด หรือไม่ก็อยากจะมีเชฟส่วนตัวมาคอยทำให้กินแบบไม่ต้องคิดเองให้ปวดหัว สมองส่วนที่ใช้คิดเรื่องกินนี่มันคงฝ่อไปหมดแล้วจริงๆ ท้องก็หิวจนแสบกระเพาะไปหมดแล้วเนี่ย
เฮ้อ... ใครเคยมีอาการเรื่องมาก เลือกเยอะ หิวจนตาลายแต่คิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี เหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือสารภาพหน่อยเร้ว! ช่างเป็นปัญหาชีวิตที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกจริงๆ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 7: แบตมือถือหมดตอนวิกฤต
"โอ๊ยยย... อยากจะบ้าตายรายวันจริงๆ ครับพี่น้อง! อะไรมันจะประจวบเหมาะซวยซ้ำซ้อนขนาดนี้วะเนี่ย! ยืนถือมือถืออยู่หน้าร้านค้า กำลังจะกดสแกนจ่ายเงินค่าของในมือพอดี ก้มมองหน้าจออีกที... อ้าวเฮ้ย! แบตเตอรี่เหลือแค่ 2% โว้ย! แล้วจังหวะนรกแบบนั้น หน้าจอก็ดับพรึบดำมืดสนิทลงต่อหน้าต่อตา! อ้ายจำเรียน อยากจะทรุดตัวลงไปนั่งร้องไห้กลางร้านตรงนั้นเลย โคตรซวยโคตรระยำจริงๆ!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... สมัยนี้เราพึ่งพามือถือเป็นทุกอย่างของชีวิต ทั้งกระเป๋าเงิน แอปธนาคาร คิวอาร์โค้ด หรือแม้แต่เบอร์โทรฉุกเฉิน ตัวเครื่องก็ดันมาแบตหมดเอาตอนที่กำลังจำเป็นที่สุด พยายามกดเปิดเครื่องยิกๆ หน้าจอก็ขึ้นรูปแบตเตอรี่สีแดงกะพริบแปลาดๆ แล้วก็ดับวูบไปเหมือนเยาะเย้ยชีวิต อ้ายจำเรียน ควานหากล่องพาวเวอร์แบงค์ในกระเป๋าอย่างลนลาน ปรากฏว่า... เวรกรรม! สายชาร์จก็ดันขาดอีก! ลืมพกสายสำรองมาด้วย งานนี้ชิบหายของแท้เลยครับพี่น้อง!
แล้วยิ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายตาคนรอบข้างนะ... ในกระเป๋าเงินสดก็ไม่มีติดตัวสักบาท มีแต่เศษเหรียญบาทเหรียญห้าที่กลิ้งอยู่ก้นกระเป๋า จะบอกแม่ค้าว่า 'ขอติดไว้ก่อนนะยาย เดี๋ยวเดินกลับไปชาร์จแบตที่บ้านแป๊บ' หน้าตาก็ไม่ค่อยน่าไว้วางใจซะด้วยสิ (หัวเราะ) เหงื่อกาฬแตกพลั่ก หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าวิ่งหนีควายไล่ขิด เริ่มมองซ้ายมองขวาจะไปขอความช่วยเหลือจากใครดี จะยืมโทรศัพท์คนอื่นก็จำเบอร์ใครไม่ได้สักเบอร์ สมองมันโล่งเตียนไปหมดเพราะความตกใจ
ความรู้สึกตอนนั้นนะ... เหมือนโดนตัดขาดจากโลกภายนอกทันที ไม่มีเน็ต ไม่มีเงิน ไม่มีทางออก โคตรหงุดหงิดตัวเองชะมัด ทำไมไม่เช็คเปอร์เซ็นต์แบตก่อนออกจากบ้านวะเนี่ย! ทำไมต้องมารอให้มันหมดเอาวินาทีชีวิตแบบนี้ทุกที! อยากจะเขวี้ยงมือถือทิ้งลงพื้นให้มันจบๆ ไป แต่ก็ทำไม่ได้เพราะผ่อนยังไม่หมด (หัวเราะ)
เฮ้อ... ใครเคยตกอยู่ในสถานการณ์ระทึกขวัญ แบตมือถือหมดตอนกำลังจะจ่ายเงินเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ช่างเป็นวินาทีที่หัวใจจะวายตายจริงๆ พกพาวเวอร์แบงค์ติดตัวกันไว้ด้วยนะคร้าบ อย่าหาทำแบบอ้ายจำเรียนเด็ดขาด สู้ๆ ครับทุกคน
เรื่องที่ 8: ฝนตกตอนจะออกไปข้างนอก (ความยาวประมาณ 3 นาที)
"โอยยย... อะไรวะเนี่ย! ฟ้าดินกลั่นแกล้งกันชัดๆ เลยครับพี่น้อง! ตอนอยู่บ้านนอนอืดอยู่เฉยๆ แดดเปรี้ยงปรปรี่ ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆฝนเหมือนใจจะขาด พอ อ้ายจำเรียน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ บรรจงรีดเสื้อเชิ้ตตัวโปรดเรียบกริบ เซ็ตผมหล่อเหลาเตรียมก้าวขาออกจากบ้านปุ๊บ... เมฆฝนตั้งเค้ามามืดครึ้มทันที! แล้วเทกระหน่ำลงมาอย่างกับพายุเฮอร์ริเคนถล่มโลก โคตรซวยเลยโว้ย!
ลองจินตนาการตามดูนะครับ... อุตส่าห์กะเวลาไว้อย่างดิบดีว่าแดดกำลังร่มลมตก เหมาะกับการเดินทางไปทำธุระ ไปข้างนอก หรือไปหาเอฟซี แต่ฝนเจ้ากรรมดันเลือกเวลาตกได้เป๊ะเว่อร์จนน่าโมโห มองออกไปนอกหน้าต่างนี่เม็ดฝนตกหนาแน่นมองไม่เห็นทาง น้ำท่วมขังหน้าบ้านเป็นทะเลสาบย่อมๆ ไปเรียบร้อยแล้ว เสื้อเชิ้ตที่เพิ่งรีดมาหอมๆ กางเกงตัวเก่ง รองเท้าคู่โปรด... เตรียมตัวเปียกปอนกันถ้วนหน้า อ้ายจำเรียน ยืนถือร่มคันเล็กๆ อยู่หน้าประตูบ้าน ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วบ่นพึมพำด่าฟ้าด่าฝนคนเดียวด้วยความหงุดหงิด!
แล้วจะเดินลุยน้ำออกไปก็ไม่ได้ กลัวรองเท้าเปียกกลัวเป็นหวัด ยืนรอให้ฝนหยุดตกก็ไม่รู้ว่าจะหยุดกี่โมง เวลานัดก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกที ใจนี่ร้อนรุ่มยิ่งกว่าโดนไฟเผา กระวนกระวายเดินวนไปวนมาหน้าบ้านจนพื้นสึก มองท้องฟ้าแล้วได้แต่คิดในใจว่า 'ทำไมมึงไม่ตกตั้งแต่เมื่อคืนวะ ทำไมต้องมาแกล้งกูตอนจะก้าวขาออกจากบ้านทุกที!'
บางทีนะ... อยากจะกางร่มแล้ววิ่งฝ่าสายฝนออกไปแบบพระเอกมิวสิควิดีโอให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่สังขารอายุห้าสิบกว่าๆ แบบ อ้ายจำเรียน ขืนวิ่งตากฝนมีหวังได้นอนซมเป็นไข้หวัดใหญ่ยาวไปหลายวันแน่ๆ สรุปคือแผนการที่วางไว้พังไม่เป็นท่า นั่งเซ็งเป็ดอยู่บ้านมองสายฝนตกปรอยๆ ต่อไป
เฮ้อ... ใครเคยเจอเหตุการณ์ฟ้าฝนไม่เป็นใจ พอจะออกจากบ้านทีไรฝนเทลงมาทุกที เหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ช่างเป็นความซวยที่นัดกันไว้จริงๆ ใครจะไปไหนช่วงนี้พกร่มพกเสื้อกันฝนกันไว้ด้วยนะคร้าบ ด้วยความห่วงใยจากอ้ายจำเรียน สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 9: ปวดหลังสังขารพัง
"โอ๊ยยย... โอย... แม่เจ้าประคุณเอ๊ย! หลังฉัน... หลังของ อ้ายจำเรียน จะหักเป็นสองท่อนอยู่แล้วเนี่ย! นั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไปหน่อย ขยับตัวทีนี่ดังกร๊อบแกร๊บเหมือนกระดูกก้านมะพร้าวหักคาตัวเลยครับพี่น้อง! สังขารอายุห้าสิบกว่าๆ นี่มันไม่ปรานีใครจริงๆ นั่งนานก็ไม่ได้ ยืนนานก็ปวด นอนผิดท่ายิ่งแล้วใหญ่ ทรมานชะมัด!
ลองนึกสภาพตามดูนะครับ... เมื่อก่อนตอนเป็นหนุ่มๆ วัยรุ่นสร้างตัว นั่งตัดต่อคลิป นั่งไลฟ์สด นั่งทำงานโต้รุ่งติดต่อกันข้ามวันข้ามคืน ร่างกายไม่เห็นจะบ่นสักแอะ อยากนั่งท่าไหนก็ลุยได้หมด แต่พออายุเข้าเลขห้าปลายๆ แบบนี้ปุ๊บ... ร่างกายเริ่มประท้วงทันที! แค่นั่งงหลังโค้งๆ ทำงานเพลินๆ แค่สองชั่วโมง พอลุกขึ้นยืนปุ๊บ... โอ้โห! โลกหมุนควาย หน้ามืดตึงเปรี๊ยะ หลังแข็งค้างเป็นหุ่นยนต์เดินไม่ได้เลย อ้ายจำเรียน ต้องเอามือกุมหลังแล้วยืนงอตัวเป็นกุ้งต้มสุกอยู่ตั้งนานสองนาน กว่าจะยืดตัวตรงได้แต่ละทีเล่นเอาเหงื่อตก!
แล้วยิ่งเวลาจะก้มลงไปเก็บของที่ตกบนพื้นนะ... เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติทันที! ต้องค่อยๆ ย่อเข่าลงทีละนิด ใช้มือเกาะโตเกาะตู้พยุงร่างอันโรยราไว้ กลัวหลังจะเคล็ดยอกซ้ำซ้อนขึ้นไปอีก พาลนึกไปถึงสมัยก่อนที่เคยแบกหามทำสวนทำไร่หนักๆ ตอนนี้แค่ยกกระป๋องน้ำนิดหน่อยหลังก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยดังลั่นแล้ว อ้ายจำเรียน อยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด สังขารร่วงโรยเร็วจริงๆ เลยวะเนี่ย!
พอกลับมาถึงห้อง... สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การกินข้าวหรือส่องกระจกดูความหล่อ แต่มันคือการหายาทาแก้ปวดเมื่อย ยาหนวด ยาน้ำมัน ยาลมยาหอม มาละเลงทาถูหลังถูเอวกันยกใหญ่ ให้คนช่วยนวดให้ก็ไม่มี ต้องมานั่งบีบนั่งนวดหลังตัวเองด้วยความร้าวราน พลิกซ้ายก็ปวดพลิกขวาก็เจ็บ นอนท่าไหนก็ไม่สบายตัวสักท่า
เฮ้อ... ใครที่อายุเริ่มเยอะแล้วเริ่มมีอาการปวดหลัง ปวดเนื้อปวดตัว นั่งนานแล้วลุกไม่ขึ้นเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นสารภาพกันหน่อยเร้ว! สังขารมันไม่เที่ยงจริงๆ ครับพี่น้อง ใครยังหนุ่มยังสาวอยู่ดูแลสุขภาพหลังกันดีๆ นะครับ อย่าหาทำให้นั่งนานเกินไปแบบอ้ายจำเรียนเด็ดขาด สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 10: ข้าวของแพงเงินหมดกระเป๋า
"โอยยย... ยุคนี้สมัยนี้มันอะไรกันวะเนี่ยครับพี่น้อง! เงินในกระเป๋าเนี่ยบินหนีหายไปไวยิ่งกว่าติดจรวดซะอีก! เดินถือกระเป๋าเงินเดินเข้าตลาดสด ตั้งใจจะไปซื้อกับข้าวมาทำกินมื้อเย็น เลือกโน่นเลือกนี่ใส่ตะกร้ายังไม่ทันเท่าไหร่ พอยื่นแบงค์พันให้แม่ค้าปุ๊บ... เงินทอนกลับมาแทบจะไม่พอค่ารถกลับบ้าน อ้ายจำเรียน ยืนอ้าปากค้างถือถุงผักกาดกับหมูชิ้นเล็กๆ น้ำตาเกือบไหลพรากกลางตลาด ของแพงอะไรเบอร์นี้วะเนี่ย!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... ยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เงินเดือนหรือรายได้เราก็เท่าเดิมแถมบางช่วงยังหาได้น้อยลง แต่ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ค่าปุ๋ย ค่าอาหาร พุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปนู่นแล้ว! เดินไปแผงไหนก็เจอแต่เสียงแม่ค้าบ่นว่าต้นทุนมันสูงขึ้น ของก็เลยต้องปรับราคาขึ้นตาม อ้ายจำเรียน ยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่คำนวณเงินในกระเป๋าแล้วกลุ้มใจชะมัด คิดในใจว่า 'เฮ้ย... เงินพันนึงสมัยนี้มันมีค่าเท่ากับร้อยเดียวเองหรอวะเนี่ย ซื้อของได้แค่กระจีริดเดียวก็จะหมดตัวแล้ว!'
แล้วยิ่งคิดถึงอนาคตนะ... ยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่ จะกินจะใช้แต่ละทีต้องคิดหน้าคิดหลังจนสมองแทบพัง จากที่เคยอยากกินโน่นกินนี่ตามใจปาก ตอนนี้ต้องหันมาซดน้ำต้มผักประหยัดอดออมกันสุดฤทธิ์ จะซื้อของชิ้นใหญ่หน่อยก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะคุ้มค่าไหม อ้ายจำเรียน นึกสงสารตัวเองและพี่น้องเอฟซีทุกคนจริงๆ ทำไมทำมาหากินมันถึงได้ยากลำบากฝืดเคืองขนาดนี้วะเนี่ย! เดินช้อปปิ้งทีไรหัวใจจะวายทุกที เงินในกระเป๋ามันช่างบางเบายิ่งกว่ากระดาษทิชชูเปียกน้ำซะอีก
บางทีนะ... อยากจะเดินไปตะโกนถามรัฐบาลหรือเศรษฐีใจบุญแถวนั้นว่า เมื่อไหร่ข้าวของมันจะราคาถูกลงสักทีวะ! ประชาชนคนรากหญ้าตาดำๆ อย่างพวกเราจะเอาปัญญาที่ไหนไปกินไปใช้ชีวิตรอดจนถึงสิ้นเดือนล่ะเนี่ย กลุ้มอกกลุ้มใจจนผอมแห้งแรงน้อยหมดแล้ว!
เฮ้อ... ใครที่กำลังปวดหัวกับปัญหาข้าวของแพง เงินในกระเป๋าแฟบลงทุกวันเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ช่างเป็นยุคสมัยที่กระเป๋าฉีกกันถ้วนหน้าจริงๆ ประหยัดอดออมกันเท่าที่ไหวเอาตัวรอดกันไปก่อนนะคร้าบ สู้ชีวิตสุดๆ ไปเลยครับทุกคน!"
เรื่องที่ 11: ยุงเจ้ากรรมรุมกัด
"โอยยย... ไอ้พวกยุงเวรนี่มันมาจากไหนกันนักหนานะครับพี่น้อง! นั่งอยู่เฉยๆ แป๊บเดียว ฝייยกองทัพยุงลายยุงรำคาญมาจากไหนไม่รู้ บินว่อนหึ่งๆ รอบตัวยิ่งกว่าเฮลิคอปเตอร์ลงจอด! เผลอแป๊บเดียว เกาะขาเกาะแขนเจาะรูสูบเลือดสูบเนื้อไปตั้งกี่รอบไม่รู้ คันคะยอไปหมดจนแทบจะถลกหนังตัวเองเกาแล้วเนี่ย! อ้ายจำเรียน อยากจะร้องกรี๊ดดังๆ ทำไมมันต้องมาสามัคคีชุมนุมกันกินเลือดอ้ายจำเรียนอยู่คนเดียวด้วยวะเนี่ย!
ลองนึกสภาพตามดูนะครับ... ช่วงหัวค่ำหรือตอนนั่งไลฟ์สดคุยกับเอฟซีเพลินๆ กำลังอารมณ์ดีพูดจาพาทีสนุกสนาน อยู่ดีๆ ขาก็เริ่มรู้สึกยิบๆ ขยับตัวไปเกาแป๊บเดียว อ้าวเฮ้ย! ตุ่มแดงๆ ขึ้นเป็นปื้นเหมือนแผนที่ประเทศไทยเลย! ตบซ้ายตบขวาแปะเสียงดังเพี๊ยะ! ตัวเองเจ็บมือเปล่าๆ แต่เจ้ายุงตัวดีบินหนีลอยนวลไปซะงั้น อ้ายจำเรียน ต้องคอยนั่งเอามือลูบขา ลูบแขน ขยับตัวหยุกหยิกเหมือนคนเป็นโรคผิวหนัง เสียบุคลิกภาพหมดเลย กำลังไลฟ์สดหล่อๆ เท่ๆ ต้องมานั่งเกาขาออกกล้อง โคตรเสียเซลฟ์เลยครับพี่น้อง!
แล้วยิ่งดึกนะ... ยิ่งร้ายกาจหนักเข้าไปใหญ่ เวลาจะล้มตัวลงนอนห่มผ้าหลับตาพริ้ม ฝันกำลังเคลิ้มๆ หวานๆ เสียงบินหึ่งๆ ข้างหู หึ่ง... หึ่ง... ดังขึ้นมาปลุกให้ตื่นทันที! ต้องลุกขึ้นเปิดไฟสว่างโร่ ถือไม้ช็อตยุงเดินตามล่าหาฆาตกรเลือดเย็นทั่วห้อง เดินส่องตามซอกตู้ ใต้เตียง หลังผ้าม่าน สวิงไม้ช็อตเปรี๊ยะปร๊ะสะใจไปหลายรอบ พอนอนลงไปใหม่... สักพักเอาอีกแล้ว! มากันเป็นฝูงเหมือนนัดชุมนุมใหญ่ประจำปี อ้ายจำเรียน หัวจะปวด นอนไม่หลับทั้งคืนเพราะสงครามกับกองทัพยุงนี่แหละ!
ตื่นเช้ามาขาลายแขนลายเป็นจุดๆ แดงๆ เต็มไปหมด ต้องมานั่งหายาล่องหน ยาทามหาหิงค์ ยายาหม่องมาละเลงทาแก้คันกันวุ่นวาย เหม็นกลิ่นยาจนเวียนหัวไปหมด ทำไมโลกนี้ต้องสร้างสัตว์น่ารำคาญแบบนี้ขึ้นมาด้วยนะ!
เฮ้อ... ใครที่กำลังโดนกองทัพยุงรุมกัดจนขาลายพร้อยเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นหน่อยเร้ว! คืนนี้ใครเปิดมุ้งหรือจุดยากันยุงบ้าง อย่าลืมป้องกันตัวเองกันด้วยนะคร้าบ ด้วยความห่วงใยจากอ้ายจำเรียน สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 12: เน็ตช้าเต่าคลาน
"โอยยย... อะไรวะเนี่ย! เน็ตบ้าน่าเบื่อชะมัด หมุนติ้วๆ วนเป็นวงกลมอยู่ได้ตั้งนานสองนานแล้วนะ! หน้าจอค้างเติ่งโหลดข้อมูลอยู่แค่ 99% มาเป็นชาติแล้ว ขัดใจชะมัด โคตรหงุดหงิดเลยครับพี่น้อง! กำลังจะกดดูคลิปสำคัญ กำลังจะเช็คยอดไลฟ์สด หรือกำลังจะส่งงานด่วนให้เอฟซีพอดี เจอปัญหาเน็ตเต่าคลานแบบนี้เข้าไป อ้ายจำเรียน อยากจะหยิบมือถือเขวี้ยงทิ้งลงพื้นให้รู้แล้วรู้รอด โมโหจนเส้นเลือดในสมองจะแตกอยู่แล้วเนี่ย!
ลองนึกสภาพตามดูนะครับ... ยุคสมัยนี้อะไรๆ ก็ต้องไวทันใจใช่มั้ยครับ จะกิน จะเที่ยว จะโอนเงิน หรือจะทำคอนเทนต์ ทุกอย่างต้องพึ่งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งนั้น แต่ผู้ให้บริการค่ายมือถือหรือไวไฟเจ้ากรรมเนี่ย... เก็บเงินค่าบริการแพงเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกเดือน แต่สัญญาณที่ได้กลับมานี่ช้าเหมือนย้อนยุคกลับไปสมัยต่อโมเด็มไดอัลอัพยุค 90! อ้ายจำเรียน นั่งจ้องหน้าจอมือถือตาไม่กะพริบ ลุ้นจนเหงื่อตกกว่ารูปจะโหลดเสร็จแต่ละรูป นึกว่าลุ้นหวยรางวัลที่หนึ่งซะอีก!
แล้วยิ่งเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนะ... กำลังจะกดส่งข้อมูลสำคัญ หรือกำลังคุยไลฟ์สดสนุกๆ กับน้องๆ เอฟซีอยู่ดีๆ ภาพค้าง เสียงขาดๆ หายๆ หมุนติ้วติ้วกลางอากาศซะงั้น! อ้ายจำเรียน ต้องคอยพูดแก้เก้อ 'เอ่อ... น้องๆ ครับ เน็ตอ้ายหลุดหรือเปล่าเนี่ย สัญญาณหายไปไหนหมด!' เสียฟอร์มหมดเลย กำลังพูดเรื่องสนุกๆ แท้ๆ ต้องมาสะดุดเพราะอินเทอร์เน็ตห่วยแตกแบบนี้ทุกทีสินะ!
บางทีนะ... หงุดหงิดจนต้องปิดเครื่องเปิดใหม่ รีสตาร์ทเตอร์เร้าเตอร์อยู่หลายรอบ เดินถือมือถือชูขึ้นฟ้าหาคลื่นสัญญาณรอบห้องเหมือนคนเป็นบ้า เดินไปตรงไหนก็ไม่มีคลื่นแรงๆ สักมุม อยากจะเดินไปโวยวายที่ศูนย์บริการค่ายเน็ตซะเดี๋ยวนี้เลย ทำไมชอบเอาเปรียบผู้บริโภคตาดำๆ แบบนี้วะเนี่ย! จ่ายเงินแพงแต่ได้ความเร็วระดับเต่าเป็นตะคริว!
เฮ้อ... ใครเคยหงุดหงิดหัวร้อนกับปัญหาเน็ตช้า หมุนติ้วๆ ขัดอกขัดใจเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความทรมานทางจิตใจในยุคดิจิทัลจริงๆ ใครมีวิธีแก้เน็ตอืดกระซิบอร์ดบอกอ้ายจำเรียนบ้างนะคร้าบ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 13: ใส่เสื้อกลับด้าน
"โอยยย... อยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยครับพี่น้อง! อะไรมันจะซุ่มซ่าม เบลอได้ขนาดนี้วะเนี่ย! ตื่นเช้ามาก็รีบเร่งแต่งตัว ใส่เสื้อเชิ้ตตัวเก่ง เดินออกไปทำธุระ ไปซื้อของ เดินลอยชายหน้าตาเฉยรับลมยามเช้าตั้งนานสองนาน สวนกับใครใครก็มองหน้าแปลกๆ บางคนก็แอบอมยิ้มกริ่ม อ้ายจำเรียน ก็นึกในใจว่า 'โอโห... วันนี้ทำไมเราดูหล่อ มีเสน่ห์สะดุดตาคนจังวะ!' ที่ไหนได้... พอก้มลงมองหน้าอกเสื้อตัวเองชัดๆ เท่านั้นแหละ... อยากจะสลบคาที่!
ลองนึกสภาพความอับอายขายขี้หน้าดูนะครับ... ป้ายยี่ห้อเสื้อและตะเข็บผ้าด้านใน มันดันโผล่หลาออกมาโชว์หราอยู่ด้านนอกตรงกลางอกอย่างชัดเจน! บ้าจริง... นี่กูใส่เสื้อกลับเอาด้านในออกข้างนอกเดินโชว์หราอยู่กลางตลาดมาตั้งนานสองนานแล้วหรอเนี่ย! ทำไมไม่มีใครยอมเตือนกูสักคนวะ! อ้ายจำเรียน หน้าชาแปล๊บขึ้นมาถึงใบหู เลือดสูบฉีดพุ่งปรี้ดจนหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าลูกตำลึงสุก!
แล้วยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจตัวเองนะ... ตอนยืนแต่งหน้าเซ็ตผมหน้ากระจกเมื่อเช้า ทำไมตากูถึงมองไม่เห็นวะเนี่ย มัวแต่ส่องความหล่อเพลินจนลืมเช็คความเรียบร้อยรอบตัว รีบร้อนลนลานเกินไปจนสมองกลับด้านตามเสื้อซะงั้น อ้ายจำเรียน รีบเอามือควานหาที่หลบมุมเสาข้างทางอย่างไว ปลดกระดุมถอดเสื้อกลับด้านใส่ใหม่อย่างทุลักทุเลกลางผู้คน ยืนเหงื่อตกพั่บๆ ใครผ่านมาเห็นคงนึกว่าคนบ้ากำลังถอดเสื้อโชว์กลางถนนแน่ๆ โคตรอายเลยพี่น้องเอ๊ย!
พอกลับมาใส่ถูกด้านเรียบร้อยแล้ว เดินหน้าต่อด้วยความเขินอาย ไม่กล้าสบตาใครเลย กลัวเขาจะจำหน้าได้แล้วเอาไปนินทาขำขันกันสนุกปาก สังขารอายุห้าสิบกว่าๆ แล้วแท้ๆ แต่ความซุ่มซ่ามความเบลอนี่ไม่เคยลดลงตามอายุเลยจริงๆ ให้ตายเถอะรอมชอม!
เฮ้อ... ใครเคยมีวีรกรรมสุดเฟอะฟะ ใส่เสื้อกลับด้านเดินโชว์ชาวบ้านชาวช่องแบบ อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือสารภาพความโก๊ะกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความอับอายขายขี้หน้าประจำวันจริงๆ วันหลังต้องเช็คหน้ากระจกให้ดีก่อนออกจากบ้านแล้ว สู้ๆ ครับทุกคน
เรื่องที่ 14: กองงานท่วมหัวเอาตัวไม่
"โอยยย... อยากจะร้องไห้เป็นสายเลือดจริงๆ ครับพี่น้อง! งานการอะไรมันจะกองพะเนินเทินทึก สูงยิ่งกว่าภูเขาเอเวอร์เรสต์ขนาดนี้วะเนี่ย! มองกองเอกสาร มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้ หน้าต่างโปรแกรมเด้งแจ้งเตือนรัวๆ ยิ่งกว่าเสียงประทัดตรุษจีน เดดไลน์ก็จ่อคอหอยเข้ามาทุกทีพรุ่งนี้เช้าแล้ว! สมองอันน้อยนิดของ อ้ายจำเรียน ตอนนี้มันตีบตันตึ๊บไปหมด คิดอะไรไม่ออกสักอย่าง โคตรเครียดเลยโว้ย!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... ช่วงเวลาวิกฤตใกล้ส่งงานทีไร งานเก่าก็ยังไม่เคลียร์ งานใหม่ก็วิ่งเข้ามาชนเหมือนนัดกันไว้ ลำพังแค่คิดว่าจะเริ่มทำจากตรงไหนก่อนดี สมองก็พาลรวนไปหมดแล้ว เปิดแท็บโน้นที ปิดแท็บนี้ที พิมพ์ๆ ลบๆ วนไปวนมาอยู่หลายรอบจนตัวอักษรหน้าจอมันลายพร้อยกลายเป็นตัวหนอนไต่อยู่แล้ว อ้ายจำเรียน นั่งกุมขมับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ติดต่อกันเป็นรอบที่ร้อยของวัน นั่งหลังงออยู่หน้าโต๊ะทำงานจนตัวจะติดกับเก้าอี้อยู่แล้วเนี่ย!
แล้วยิ่งดึกดื่นค่ำมืดนะ... คนอื่นเขาพากันปิดไฟนอนหลับปุ๋ยฝันหวานกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ อ้ายจำเรียน ยังต้องมานั่งตาแข็งสู้แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ กาแฟแก้วที่สามของวันถูกกระดกลงคอไปเพื่อยื้อความง่วง ตาขวาก็เริ่มกระตุก มือไม้ก็เริ่มสั่น ยิ่งรีบเท่าไหร่พิมพ์ผิดพิมพ์ถูกหนักเข้าไปใหญ่ งานชิ้นโน้นก็ต้องรีบส่ง งานชิ้นนี้ก็ต้องเคลียร์ให้ทันกำหนด โคตรกดดันและทรมานจิตใจชะมัด!
บางทีนะ... อยากจะลุกขึ้นไปโตდაวโต๊ะทำงานคว่ำกระดานทิ้งให้มันจบๆ ไป แล้วมุดผ้าห่มนอนหลับยาวๆ ไม่สนใจโลกอีกเลย แต่ชีวิตจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้ไงครับ! ความรับผิดชอบมันค้ำคออยู่ จะทิ้งกลางทางก็ไม่ได้ เอฟซีและผู้ว่าจ้างก็รอดูผลงานอยู่ ทำได้แค่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้มหน้าก้มตาจิ้มคีย์บอร์ดสู้ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ
เฮ้อ... ใครที่กำลังเผชิญชะตากรรมกองงานท่วมหัว โต้รุ่งจนตาโหลเป็นแพนด้าเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความเครียดระลอกใหญ่ในชีวิตจริงๆ ใครนอนดึกปั่นงานอยู่คืนนี้ ส่งกำลังใจให้กันด้วยนะคร้าบ สู้ตายครับทุกคน!"
เรื่องที่ 15: นัดแล้วไม่มา นั่งรอจนรากงอก
"โอยยย... อะไรมันจะเลทได้โล่ขนาดนี้วะเนี่ยครับพี่น้อง! นัดกันไว้ดิบดีตอนสิบโมงเช้า ตอนนี้ปاไปสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้วนะเว้ย! ตัวยังไม่โผล่หัวมาให้เห็นสักเงา โทรศัพท์หาก็ไม่ยอมรับสาย ปล่อยให้ อ้ายจำเรียน นั่งรอเหงหงอยอยู่คนเดียวที่มุมโต๊ะกาแฟจนพนักงานในร้านเริ่มมองหน้าด้วยความเวทนาแล้วเนี่ย! โคตรหงุดหงิดและเสียเวลาชีวิตชะมัดเลยโว้ย!
ลองนึกภาพความหัวร้อนของการนั่งรอคนผิดนัดดูนะครับ... ตอนแรกก็มาถึงตรงเวลาเป๊ะด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น นั่งรอไปสิบนาทีแรกยังพอยิ้มสู้ นั่งกดมือถือดูคลิปแก้เซ็งไปพลางๆ พอผ่านไปครึ่งชั่วโมงเริ่มนั่งไม่ติดเบาะ ขยับตัวหยุกหยิก ส่องซ้ายส่องขวาชะเง้อคอมองหาตามกระจกประตูร้านอยู่ตลอดเวลา พอครบชั่วโมงนึงนี่อารมณ์เริ่มพุ่งปรี๊ด เส้นเลือดข้างขมับเริ่มเต้นตุบๆ อ้ายจำเรียน นั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่จนลมแทบพัดโต๊ะข้างๆ คว่ำ หงุดหงิดจนไม่รู้จะเอาความรู้สึกไปไว้ที่ไหนแล้ว!
แล้วยิ่งยุคสมัยนี้มือถือก็มีกันทุกคน ทำไมถึงติดต่อยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้วะเนี่ย! จะเกิดอุบัติเหตุอะไรกลางทางหรือเปล่า หรือว่าลืมวันลืมคืนนอนตื่นสายอยู่ที่บ้านเฉยๆ พยายามโทรจิกไปสามรอบติด ตัดสายทิ้งเฉยเลย! โคตรโมโหเลยพี่น้องเอ๊ย! อ้ายจำเรียน อยากจะลุกขึ้นเดินสะบัดตูดกลับบ้านทันทีด้วยความฉุนเฉียว แต่ติดที่ว่ามีธุระสำคัญจำเป็นต้องเคลียร์ ไม่งั้นคงได้แยกย้ายกันตรงนั้นแน่ๆ
ความรู้สึกตอนนั่งรอนานๆ นี่มันทรมานยิ่งกว่าโดนทำโทษซะอีกนะ เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งพลังงานชีวิต สมองที่เตรียมตัวมาพูดคุยเรื่องงานหรือเรื่องสำคัญ หงุดหงิดจนลืมหมดสิทธิ์จะพูดแล้วเนี่ย! พอมันมาถึงหน้าตาเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่มีคำว่าขอโทษสักคำ สกิลความอยากคุยหายวับไปกับตาเลย
เฮ้อ... ใครเคยมีประสบการณ์นั่งรอคนผิดนัด นานจนรากงอกกลายเป็นต้นไม้ใบหญ้าเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นระบายความแค้นกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความเจ็บปวดหัวใจสายรอคอยจริงๆ ใครนัดใครไว้รักษาเวลากันด้วยนะคร้าบ สู้ๆ ครับทุกคน
เรื่องที่ 16: ฝาขวดน้ำติดกับตัวขวด
"โอยยย... ใครเป็นคนคิดดีไซน์ฝาขวดน้ำแบบนี้ขึ้นมาในโลกวะเนี่ยครับพี่น้อง! อุตส่าห์กระหายน้ำเดินไปหยิบขวดน้ำเย็นๆ มาจากตู้แช่ หวังจะเปิดฝาดื่มดับกระหายให้ชื่นใจสักหน่อย แต่พอหมุนฝาออกปุ๊บ... เจ้ากรรมเอ๊ย! ฝามันดันไม่ยอมหลุดออกมาจากตัวขวด เพราะมีไอ้พลาสติกชิ้นเล็กๆ ยึดติดคาไว้อย่างเหนียวแน่น อ้ายจำเรียน อยากจะปาทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด หงุดหงิดชะมัดเลยโว้ย!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... เวลาที่เรากำลังหิวน้ำจัดๆ รีบๆ เดินทาง แล้วยกขวดขึ้นมาดื่ม จะดื่มแต่ละทีมันช่างทุลักทุเลสิ้นดี! ไอ้เจ้าฝาขวดที่ห้อยต่องแต่งติดอยู่ข้างๆ เนี่ย พอยกขวดขึ้นดื่มทีไร มันก็เหวี่ยงมาฟาดโป๊กเข้าที่ดั้งจมูกบ้าง โขกริมฝีปากบ้าง บางทีก็กวนใจจิ้มตาซะงั้น! ต้องคอยเอานิ้วโป้งดันฝาพับไปข้างหลังให้สุดแรงเกิด พอดื่มเสร็จจะปิดฝากลับเข้าไปใหม่ พลาสติกเจ้ากรรมก็ดีดกลับมาเกะกะขวางทางอีก อ้ายจำเรียน ต้องมานั่งบิดไปบิดมา ออกแรงดึงแรงฉีกจนนิ้วล็อก โคตรน่ารำคาญเลยพี่น้องเอ๊ย!
แล้วยิ่งความตั้งใจของเขาคือรักษ์โลก ช่วยลดขยะพลาสติกไม่ให้ฝาหล่นหายเรี่ยราดอันนี้ก็พอเข้าใจได้นะ... แต่เวลาใช้งานจริงมันช่างขัดอกขัดใจคนหิวน้ำซะเหลือเกิน! บางขวดพลาสติกมันเหนียวเกิน หักฝาออกไม่ได้ ต้องเอาฟันกัดหรือใช้กรรไกรมาตัดออกให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว อ้ายจำเรียน ยืนบ่นพึมพำกับขวดน้ำอยู่หน้าร้านค้าคนเดียวจนคนอื่นเขาพากันมองหน้า นึกว่าชายวัยห้าสิบคนนี้ทะเลาะกับขวดน้ำพลาสติกไปซะแล้ว
บางทีนะ... อยากจะตะโกนดังๆ ว่า 'ขอฝาแบบหมุนเกลียวแยกออกจากกันได้เหมือนเดิมเถอะครับคุณผู้ผลิต!' มนุษย์เราต้องมานั่งหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ทุกวัน เส้นเลือดในสมองจะแตกตายก็เพราะฝาขวดน้ำนี่แหละ ให้ตายเถอะรอมชอม!
เฮ้อ... ใครเคยหงุดหงิดหัวร้อนกับฝาขวดน้ำติดตัวขวด เวลาดื่มแล้วมากวนใจจิ้มจมูกจิ้มปากเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นหน่อยเร้ว! ช่างเป็นนวัตกรรมรักษ์โลกที่ทรมานใจคนกินจริงๆ สู้ชีวิตกับฝาขวดกันต่อไปครับทุกคน!"
เรื่องที่ 17: รองเท้ากัดเจ็บแปล๊บ
"โอยยย... แม่เจ้าประคุณเอ๊ย! เดินไปไม่กี่ก้าวเท้าพังหมดแล้วเนี่ยครับพี่น้อง! ทุกย่างก้าวที่ก้าวเดินลงไป มันช่างเจ็บแปล๊บๆ เหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ มาทิ่มแทงอยู่ที่ส้นเท้าตลอดเวลา! อ้ายจำเรียน ไม่น่าหาเรื่องใส่รองเท้าแฟชั่นคู่ใหม่คู่นี้เดินออกมาข้างนอกเลย ทรมานสังขารสุดๆ เดินกะโผลกกะเผลกหน้าตาเหเกยิ่งกว่าคนขาหัก โคตรเจ็บโคตรแสบเลยโว้ย!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... ตอนเลือกซื้อที่ร้านเห็นว่ามันสวยเท่ ดูดีมีสไตล์ เหมาะกับการแต่งตัวออกไปข้างนอกหรือไปถ่ายคลิปไลฟ์สด พนักงานเชียร์ปุ๊บก็รีบซื้อปั๊บโดยไม่ได้ลองเดินวนดูให้ดีก่อน พอเอามาใส่ใช้งานจริงจังวันแรกเท่านั้นแหละ... รู้เรื่องเลย! ขอบรองเท้าด้านหลังแข็งโป๊กเหมือนแผ่นเหล็ก เสียดสีกับผิวเนื้ออ่อนๆ ที่ส้นเท้าจนหนังถลอกปอกเปิก เลือดซิบซึมติดถุงเท้าแดงแจ๋ อ้ายจำเรียน ต้องคอยเดินเขย่งเท้า เดินกะเผลกๆ หาที่ร่มนั่งพักข้างทางด้วยความร้าวรานใจ
แล้วยิ่งตอนที่ต้องรีบเดินเร่งด่วนนะ... โอ้โห! นรกบนดินชัดๆ ก้าวขาไม่ออกเลย ปวดแสบปวดร้อนไปหมดทุกย่างก้าว ต้องคอยเอานิ้วเท้าจิกพื้นรองเท้าไว้ไม่ให้มันหลุดและไม่ให้มันกัดลึกไปกว่าเดิม สภาพความหล่อเหลาที่ตั้งใจไว้เมื่อเช้า หายวับไปกับตากลายเป็นสภาพคนแก่เดินขาเป๋น่าเวทนา อ้ายจำเรียน อยากจะถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าย่ำต้อยๆ กลับบ้านซะให้มันรู้แล้วรู้รอด!
พอกลับมาถึงห้องได้... รีบถอดรองเท้าออกแทบไม่ทัน ส้นเท้าแดงแจ๋พุพองเป็นตุ่มน้ำใสๆ ต้องหายามาแปะพลาสเตอร์ยาแก้เจ็บกันยกใหญ่ สังขารอายุห้าสิบกว่าๆ แล้วแท้ๆ ยังจะไปเห่อแฟชั่นวัยรุ่นทรมานเท้าตัวเองอีก โคตรเข็ดเลยพี่น้องเอ๊ย! รู้งี้ใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆ นิ่มๆ สบายเท้าคู่โปรดซะยังดีกว่า ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจริงๆ
เฮ้อ... ใครเคยพลาดท่าใส่รองเท้าแฟชั่นกัดเจ็บแปล๊บ เดินกะเผลกน้ำตาเล็ดเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือสารภาพความเจ็บปวดกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นแฟชั่นทำร้ายร่างกายจริงๆ วันหลังต้องเลือกความสบายมาก่อนความสวยแล้วล่ะครับ สู้ๆ ครับทุกคน
เรื่องที่ 18: จำรหัสผ่านไม่ได้หัวจะปวด
"โอยยย... รหัสผ่านอะไรวะเนี่ย! ทำไมมันจำยากจำเย็นขนาดนี้ครับพี่น้อง! ยืนถือมือถือหน้าจอแอปพลิเคชันสำคัญ กะว่าจะรีบกดล็อกอินเข้าไปจัดการธุระด่วนให้เสร็จสับ แต่พอพิมพ์รหัสผ่านปุ๊บ... หน้าจอขึ้นตัวหนังสือสีแดงแป๋ดบอกว่า 'รหัสผ่านไม่ถูกต้อง กรุณาลองใหม่อีกครั้ง' ลองพิมพ์ไปสักสามรอบ ระบบล็อกบัญชีถาวรทันที! อ้ายจำเรียน อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด สมองปลาทูความจำเสื่อมชะมัดเลยโว้ย!
ลองนึกภาพความหัวร้อนตอนรีบๆ ดูนะครับ... ยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีรหัสผ่าน มีแอปนู่นแอปนี่เป็นร้อยๆ แอป บัญชีธนาคาร โซเชียลมีเดีย อีเมล ยูทูป ติ๊กต็อก ทางการเขาก็บังคับให้เปลี่ยนพาสเเวิร์ดบ่อยๆ เพื่อความปลอดภัย ต้องมีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษผสมกันยาวเป็นหางว่าว! พอจดใส่กระดาษไว้กระดาษก็ดันหาย พอจำไว้ในหัว สมองผู้สูงวัยอายุห้าสิบกว่าๆ แบบ อ้ายจำเรียน ก็ดันรวนเลือน Sหายไปหมด นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าไอ้ตัวสุดท้ายมันคือเลขอะไรวะเนี่ย!
แล้วยิ่งตอนหน้าสิ่วหน้าขวานนะ... กำลังรีบจะไลฟ์สด หรือรีบโอนเงินด่วนให้เอฟซี พอมันเข้าไม่ได้ปุ๊บ ระบบก็ให้ยืนยันตัวตนผ่านอีเมลสำรองหรือเบอร์โทรศัพท์ พลิกไปพลิกมาวุ่นวายกว่าจะส่งรหัส OTP มาได้แต่ละที ลุ้นจนหัวใจจะวายตายคาหน้าจอ! อ้ายจำเรียน นั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ สบถด่าความขี้ลืมของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าทำไมถึงเป็นคนสมองปลาทองแบบนี้วะเนี่ย ตั้งรหัสยากเกินไปจนตัวเองจำไม่ได้ โคตรทรมานจิตใจชะมัด!
บางทีนะ... หงุดหงิดจนอยากจะปามือถือทิ้งซะให้มันจบๆ ไป ไม่เล่นมันแล้วแอปพวกนี้! แต่ก็ทำไม่ได้เพราะงานการมันต้องใช้ติดต่อหากิน ทำได้แค่นั่งกุมขมับกดปุ่ม 'ลืมรหัสผ่าน' แล้วรอระบบส่งลิงก์รีเซ็ตใหม่อย่างหงุดหงิดหัวใจ
เฮ้อ... ใครเคยมีอาการสมองเบลอ จำรหัสผ่านไม่ได้จนเกือบเป็นบ้าเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นสารภาพกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความปวดหัวในยุคดิจิทัลจริงๆ ใครมีวิธีจำพาสเวิร์ดดีๆ กระซิบบอกอ้ายจำเรียนบ้างนะคร้าบ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 19: ซื้อของมาปุ๊บพรุ่งนี้ลดราคา
"โอยยย... เจ็บใจโว้ย! เจ็บใจยิ่งกว่าโดนมีดบาดซะอีกครับพี่น้อง! เดินถือของชิ้นโปรดเพิ่งจ่ายเงินซื้อกลับมาบ้านด้วยความภูมิใจเมื่อวานซืนนี้เอง นึกว่าได้ของดีราคาคุ้มค่ามาครอบครองแล้วเชียว พอวันนี้เดินผ่านร้านเดิมอีกรอบ... อ้าวเฮ้ย! ป้ายหน้าร้านติดป้ายลดราคาลงกระหน่ำครึ่งต่อครึ่ง! อ้ายจำเรียน ยืนอ้าปากค้างตาค้างกลางห้าง ขาอ่อนแรงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นแทบไม่ทัน โคตรเจ็บปวดกระดองใจเลยโว้ย!
ลองนึกสภาพความชอกช้ำระทมตรมตรึงใจดูนะครับ... เวลาเราจะซื้อของสักชิ้นนึงเนี่ย อุตส่าห์คิดหน้าคิดหลังเทียบราคา ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบเงินในกระเป๋า ควักจ่ายด้วยความเสียดายเงิน แต่พอดันซื้อปุ๊บอีกวันถัดมามันจัดโปรโมชั่นลดราคาฉลองใหญ่ซะงั้น! เหมือนเอาเงินสดๆ ไปเผาทิ้งเล่นน้ำเล่นต่อหน้าต่อตาฟรีๆ ส่วนต่างที่ลดลงตั้งครึ่งนึงเอาไปซื้อข้าวแกงกินได้ตั้งหลายมื้อ อ้ายจำเรียน ยืนกำหมัดแน่น กัดฟันกรอดๆ บ่นพึมพำด่าความดวงซวยของตัวเองลั่นซอย!
แล้วยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจไม่หายนะ... ทำไมดวงชะตาชีวิตของ อ้ายจำเรียน ถึงมักจะเป็นแบบนี้ตลอดเลยวะเนี่ย! จะซื้ออะไรทีไรไม่เคยเจอจังหวะลดราคาเลย พอซื้อปปุ๊บราคาตกปั๊บเหมือนนัดกันมาแกล้ง สมองนี่คิดวนไปวนมาซ้ำๆ ว่า 'รู้งี้... รู้งี้รออีกสักวันสองวันค่อยซื้อก็ดีอยู่แล้ว จะรีบจ่ายเงินไปทำไมวะเนี่ย!' เสียดายเงินชะมัด เอาเงินส่วนต่างนั้นไปทำอย่างอื่นยังคุ้มซะกว่า ความสุขตอนได้ของใหม่เมื่อวานหายวับไปกับตากลายเป็นความหงุดหงิดแค้นใจในวันนี้แทน
บางทีนะ... อยากจะเดินดุ่มๆ เข้าไปในร้านแล้วทวงเงินส่วนต่างคืนจากพนักงาน หรือไม่ก็อยากจะไปฟ้องศาลพระภูมิแถวนั้นว่าทำไมถึงกลั่นแกล้งคนแก่ตาดำๆ ได้ลงคอ! แต่ก็ทำได้แค่นำความช้ำใจกลับมานั่งถอนหายใจยาวๆ ที่บ้าน ฟาดเคราะห์ฟาดกรรมกันไปตามระเบียบ
เฮ้อ... ใครเคยซวยซื้อของปุ๊บวันรุ่งขึ้นลดราคาครึ่งนึง เจ็บใจจี๊ดขึ้นสมองเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นระบายความแค้นกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความเจ็บปวดของนักช้อปสายประหยัดจริงๆ วันหลังต้องเช็คโปรดีๆ ก่อนจ่ายเงินแล้วล่ะครับ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 20: ตื่นสายแต่นึกว่าสายมากแล้ว
"โอยยย... เกือบหัวใจวายตายคาเตียงนอนจริงๆ ครับพี่น้อง! สะดุ้งตื่นลืมตาโพลงขึ้นมากลางดึก กวาดสายตามองไปที่นาฬิกาแขวนผนัง เห็นเข็มสั้นเข็มยาวชี้เลขแปดกับเลขสิบสองตรงเป๊ะ! สมองอันตื่นตระหนกของ อ้ายจำเรียน ร้องลั่นบ้านทันที... 'ชิบหายแล้ว! สายโด่งป่านนี้ทำไมไม่ยอมปลุกวะเนี่ย สายงาน สาย นัดสำคัญหมดแล้วโว้ย!' ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความเร็วแสง รีบวิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำแปรงฟันถูสบู่แบบลวกๆ อย่างลนลาน!
ลองนึกสภาพความตื่นตระหนกตกใจสุดขีดดูนะครับ... ยืนละล้าละหลังควานหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ด้วยความเร่งรีบ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่ากลองเพลวัด วิ่งวุ่นหาโทรศัพท์มือถือมากดเช็กเวลาเพื่อดูว่ามันสายเลยเถิดไปขนาดไหนแล้ว พอก้มมองหน้าจอมือถือปุ๊บ... อ้าวเฮ้ย! หน้าจอโชว์เวลาตีสามสิบห้านาที! บ้าจริง... นี่กูเพิ่งนอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเองนี่หว่า! อ้ายจำเรียน ยืนอ้าปากค้างกะพริบตาปริบๆ อยู่กลางห้องมืดๆ สติหลุดลอยไปถึงดาวอังคารแล้วเนี่ย!
แล้วยิ่งความง่วงที่ยังตกค้างอยู่นะ... พอมารู้ความจริงว่ามันเป็นแค่ความเข้าใจผิดคิดว่าเช้าแล้ว ขาก็แทบทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความอ่อนเพลีย! เมื่อกี๊ที่รีบวิ่งแจ้นทำเป็นตื่นเต้นตกใจ วิ่งวุ่นจนเหงื่อท่วมตัวนี่คืออะไรวะเนี่ย! อ้ายจำเรียน ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกปนหงุดหงิดตัวเองชะมัด ทำไมนาฬิกาผนังบ้านมันถึงเดินเพี้ยนหรือทำไมสายตาเราถึงเบลอได้ขนาดนี้ นึกว่าเช้าแล้วรีบตื่นมาซะดิบดี สุดท้ายต้องเดินงัวเงียกลับไปล้มตัวนอนห่มผ้าต่อด้วยความเซ็งจิต
บางทีนะ... สมองคนเราเนี่ยมันก็ชอบสร้างเรื่องตลก (แต่โคตรเครียด) ให้ตัวเองได้ตลอดเวลา ตื่นมากลางดึกแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเวลาเช้าตรู่ ทำให้ร่างกายตื่นตัวแบบฉับพลัน พอรู้ความจริงทีไรพลังงานชีวิตหมดเกลี้ยง นอนต่อแทบไม่หลับเพราะความตกใจเมื่อกี้ยังฝังใจอยู่เลย!
เฮ้อ... ใครเคยมีประสบการณ์ตื่นกลางดึกแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเช้า สายจนเลยเวลา ทำเอาหัวใจเกือบวายเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นสารภาพความเบลอกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความอลหม่านกลางดึกที่น่าปวดหัวจริงๆ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 21: ลืมของสำคัญต้องเดินย้อนกลับ
"โอยยย... อยากจะตีมือตัวเองสักร้อยทีจริงๆ ครับพี่น้อง! ก้าวขาออกจากบ้านเดินดุ่มๆ ไปได้ครึ่งทางแล้วเชียว ตั้งใจจะไปทำธุระสำคัญข้างนอกอย่างสบายใจเฉิบ พอควานมือหากระเป๋าเงินหรือกุญแจรถในกระเป๋า... อ้าวเฮ้ย! มันหายไปไหนวะเนี่ย! นึกขึ้นได้ทันทีว่าลืมวางทิ้งไว้บนโต๊ะที่บ้าน อ้ายจำเรียน อยากจะทรุดตัวลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่กลางถนน โคตรเซ็งโคตรเสียเวลาชีวิตเลยโว้ย!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... ตอนก้าวเท้าออกจากบ้านนี่อารมณ์กำลังดี เดินรับลมชมวิวยามเช้าอย่างเพลิดเพลิน พอรู้ตัวว่าลืมของสำคัญไว้ข้างหลัง ขากลับต้องจำใจเดินคอตกย้อนกลับทางเดิมด้วยความหงุดหงิด! แดดก็เริ่มร้อน เหงื่อก็เริ่มซึม ไอร้อนจากถนนนี่พุ่งขึ้นมาปะทะหน้าจนหน้าชา อ้ายจำเรียน เดินบ่นพึมพำด่าความขี้หลงขี้ลืมของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าทำไมสมองคนเรามันถึงได้ปลาทองขนาดนี้วะเนี่ย เดินเหนื่อยฟรีไปรอบนึงแล้วยังต้องมาเดินซ้ำรอยเดิมอีก!
แล้วยิ่งเวลากระชั้นชิดใกล้ถึงเวลานัดหมายนะ... โอ้โห! หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าตีกลองศึก วิ่งสลับเดินกึ่งวิ่งกลับมาถึงบ้าน คว้าของที่ลืมได้ปุ๊บก็ต้องรีบซอยเท้าวิ่งแจ้นออกไปใหม่อีกรอบ สภาพร่างกายอายุห้าสิบกว่าๆ แบบ อ้ายจำเรียน ขืนวิ่งมาราธอนแบบนี้มีหวังหัวใจวายตายก่อนไปถึงที่หมายแน่ๆ เหนื่อยหอบแฮกจนลิ้นห้อยน้ำลายเหนียวคอไปหมดแล้วเนี่ย!
พอกลับมาถึงจุดเดิมที่เดินผ่านมาเมื่อกี้... ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วคิดในใจว่า 'รู้งี้... เช็กความเรียบร้อยของในกระเป๋าให้ดีตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านซะก็หมดเรื่อง!' จะได้ไม่ต้องมาเดินวนไปวนมาเป็นคนบ้าอยู่แบบนี้ เสียทั้งพลังงาน เสียทั้งเวลา โคตรน่าโมโหตัวเองชะมัด!
เฮ้อ... ใครเคยมีวีรกรรมขี้ลืม เดินออกจากบ้านแล้วต้องเดินย้อนกลับมาเอาของที่ลืมไว้จนเหนื่อยหอบเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นสารภาพความสะดุ้งกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นความทรมานของคนความจำสั้นจริงๆ วันหลังต้องท่องคาถาเช็กของก่อนออกจากบ้านให้ขึ้นใจแล้วล่ะครับ สู้ๆ ครับทุกคน!"
เรื่องที่ 22: ขนหัวลุก! อ้ายจำเรียนเจอดีกลางดึก
"โอยยย... ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวแล้วครับพี่น้อง! นึกถึงเรื่องนี้ทีไร สันหลังนี่เย็นวาบขึ้นมาทันทีเลย! เรื่องมันเกิดขึ้นตอนดึกดื่นค่ำมืดเงียบสงัด บ้านเรือนในอำเภอชาติตระการปิดไฟนอนกันหมดแล้ว เหลือแค่ อ้ายจำเรียน นั่งสะสางงานพิมพ์คลิปตัดต่ออยู่คนเดียวเงียบๆ ในห้องมืดๆ แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องสว่างเรืองๆ บรรยากาศกำลังวังเวงได้ที่ จู่ๆ ก็มีเสียงกุกกักแปลกๆ ดังขึ้นที่มุมห้อง... โคตรหลอนเลยโว้ย!
ลองนึกภาพตามดูนะครับ... ตอนแรกก็นึกว่าแมวเดินชนข้าวของตก หรือลมพัดหน้าต่างห้อง เลยไม่ได้สนใจอะไรรีบก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ แต่เสียงนั้นมันดันไม่หยุดแถมยังดังขึ้นเรื่อยๆ กุกกัก... กุกกัก... แล้วตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินย่ำเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานเข้ามาทุกที! อ้ายจำเรียน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผ่านจอคอมพิวเตอร์ไปที่ความมืดตรงมุมห้อง... โอ้โห! หัวใจหล่นไปตาตุ่ม เลือดในกายหยุดไหลชั่วขณะ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเงาดำทะมึนรูปร่างสูงใหญ่ยืนจ้องหน้าตนนิ่งสนิท!
แล้วยิ่งความเงียบงัดวังเวงรอบตัวนะ... โอ้โห! ขนลุกเกรียวตั้งชันตั้งแต่หัวจรดเท้า พยายามจะอ้าปากส่งเสียงตะโกนถามว่าใครวะ แต่เสียงมันดันติดอยู่ในลำคอเปล่งออกมาไม่ได้สักแอะ! ร่างกายแข็งทื่อขยับไปไหนไม่ได้เหมือนโดนผีอำกลางวันแสกๆ อ้ายจำเรียน นั่งตัวสั่นงกๆ หลับตาปี๋ท่องนะโมสามจบในใจรัวๆ ยิ่งกว่าสวดมนต์ข้ามปี นั่งภาวนาขอให้มันหายไปทีเถอะโว้ย กลัวจนแทบฉี่ราดกางเกงอยู่แล้วเนี่ย!
พอผ่านไปสักพัก... ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองอีกที เงาดำลึกลับนั้นก็หายวับไปกับตา ทิ้งไว้เพียงความเย็นยะเยือกและกลิ่นธูปจางๆ ลอยมาเตะจมูก อ้ายจำเรียน รีบดีดตัวลุกขึ้นวิ่งพรวดพราดเปิดไฟสว่างโร่ทั่วบ้านทันที เปิดทีวีเสียงดังลั่นเพื่อกลบความเงียบ นั่งตาค้างตาสว่างยันเช้าตรู่ ไม่กล้าปิดไฟนอนอีกเลยหลายวันติดต่อกัน!
เฮ้อ... ใครเคยเจอประสบการณ์ขนหัวลุก ประสบการณ์เจอดีกลางดึกจนหัวใจเกือบวายเหมือน อ้ายจำเรียน บ้างครับ? ยกมือขึ้นสารภาพความหลอนกันหน่อยเร้ว! ช่างเป็นประสบการณ์สยองขวัญที่จำไม่วันลืมจริงๆ ใครนอนดึกระวังตัวกันไว้ด้วยนะคร้าบ สู้ๆ ครับทุกคน!"
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น