นิทานธรรมะ
นิทานเรื่องกุมารหิวน้ำแดงตอน1
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ "อ้ายจำเรียน" เป็นคนชาวบ้านธรรมดาแต่มีจิตใจอ่อนโยน วันหนึ่ง อ้ายจำเรียนอ้างว่าได้รับการดลใจจากวิญญาณกุมารทองที่ขอให้เขาเป็น "ร่างทรง" ของมัน และกล่าวว่ากุมารทองจะมอบโชคลาภให้กับใครก็ตามที่ถวาย "น้ำแดง" เพื่อเป็นการบูชาเมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป คนในหมู่บ้านก็มาหาอ้ายจำเรียนเพื่อทำพิธีขอพร บางคนซื้อน้ำแดงมาถวาย บ้างก็มาด้วยความสงสัย บ้างก็มาด้วยความหวังว่าจะได้โชคลาภจากกุมารทอง
อย่างไรก็ตาม ในหมู่บ้านนั้นยังมีชายสูงวัยผู้หนึ่งชื่อ "ตาแสง" ตาแสงเป็นคนฉลาดและมีเหตุผล เขาฟังเรื่องนี้แล้วส่ายหน้าและบอกกับคนในหมู่บ้านว่า "กุมารทองน่ะเหรอ จะให้โชคลาภ? ข้าไม่เชื่อหรอก! ขนาดจะซื้อน้ำแดงเอง กุมารยังไม่มีปัญญาไปซื้อ ต้องให้อ้ายจำเรียนช่วยอีกต่างหาก นี่มันไม่มีเหตุผลเลย"
ตาแสงพยายามอธิบายกับคนในหมู่บ้านว่าโชคลาภไม่อาจได้มาง่าย ๆ เพียงแค่ถวายของบูชา โชคดีนั้นมาจากความขยันหมั่นเพียรและสติปัญญาของแต่ละคน ไม่ใช่จากการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้
แม้ตาแสงจะพูดอย่างนี้ แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ยังคงเชื่อและนำน้ำแดงมาถวายอ้ายจำเรียน หวังว่าโชคลาภจะมาหาตน แต่ก็มีบางคนเริ่มตั้งคำถามและคิดได้ตามคำพูดของตาแสง
ในที่สุด คนในหมู่บ้านก็เริ่มเรียนรู้ว่าความเชื่อที่ไม่อาจพิสูจน์ได้อาจนำไปสู่ความหลงเชื่อที่ไร้ประโยชน์ และหันมาทำมาหากินด้วยตนเองด้วยความขยันขันแข็ง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โชคลาภที่แท้จริงนั้นไม่ได้มาจากการขอพรหรือบูชา แต่เกิดจากความพยายามและความตั้งใจของเราเอง
นิทานเรื่องกุมารหิวน้ำแดงตอน2
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่งชื่อ "อ้ายจำเรียน" วันหนึ่งเขาอ้างว่าได้รับนิมิตจากกุมารทอง วิญญาณเด็กที่เชื่อกันว่ามีอำนาจลี้ลับ ซึ่งบอกว่าอยากได้ "น้ำแดง" เพื่อเป็นของเซ่นไหว้ และหากใครถวายก็จะได้รับโชคลาภกลับไป อ้ายจำเรียนจึงบอกเรื่องนี้กับชาวบ้านอย่างจริงจัง และเริ่มตั้งตนเป็นร่างทรงของกุมารทอง
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายไปไกล คนต่างถิ่นก็ต่างพากันเดินทางมาที่หมู่บ้านเพื่อสักการะขอพร บางคนหวังโชคลาภ บางคนต้องการเสริมดวง บางคนถึงกับถวายเครื่องบูชาแพง ๆ และนำเงินมาทำบุญหวังว่าโชคลาภจะเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ
แต่ในหมู่บ้านนั้นมีชายชราอยู่คนหนึ่งชื่อ "ตาแสง" ตาแสงเป็นคนเคร่งครัดในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าและยึดมั่นในเหตุผล เขามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วส่ายหน้าและบอกกับชาวบ้านว่า "เจ้ากุมารที่พวกเจ้าถวายน้ำแดงให้มัน ขนาดซื้อน้ำเองยังไม่มีปัญญา จะมาให้โชคลาภเจ้าได้อย่างไร?"
ตาแสงพยายามเตือนชาวบ้านว่า “การเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้คือ ‘เดรัจฉานวิชา’ สิ่งที่นำพาชีวิตไปในทางมืดหม่น ข้าถือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง ท่านสอนให้พึ่งพาตนเอง ทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่หลงในสิ่งลี้ลับ”
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ฟังตาแสง และเชื่อในสิ่งที่อ้ายจำเรียนพูด ยังคงแห่กันมาบูชาไม่ขาดสาย บางคนถึงกับขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาทำบุญ จนกระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านเริ่มสังเกตว่าโชคลาภที่อ้ายจำเรียนอ้างถึงนั้นไม่เคยมาถึงจริง ชีวิตของพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด
เมื่อเวลาผ่านไป คนในหมู่บ้านก็เริ่มคิดได้ตามคำของตาแสงว่าโชคลาภแท้จริงไม่ได้เกิดจากการบูชาสิ่งลี้ลับ แต่เกิดจากความพยายามและความตั้งใจของตนเอง คนจึงเลิกศรัทธาในกุมารทองและหันมาทำงานหนักอย่างมีเหตุผลเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และหันมาศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ากันทุกคน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ หากปรารถนาความสุขและความสำเร็จ ควรยึดมั่นในคำสอนที่ให้สติและพึ่งพาตนเอง
นิทานเรื่องเสาไฟอยู่หน้าบ้าน
กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ "อ้ายจำเรียน" อ้ายจำเรียนเป็นคนที่เชื่อในเรื่องโชคลางและสิ่งลี้ลับอย่างยิ่ง เขามักไปหาหมอดูและร่างทรงเสมอเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง
วันหนึ่ง หมอดูทักอ้ายจำเรียนว่า "เสาไฟฟ้าที่อยู่หน้าบ้านของเจ้าเป็นสิ่งอัปมงคล มันจะดูดทรัพย์สินและนำพลังลบมาสู่เจ้า ทำให้เจ้ามีแต่ความยากจน โชคลาภก็จะหายไปหมด หากเจ้าไม่แก้ไข สิ่งนี้จะส่งผลร้ายต่อชีวิตเจ้า"
อ้ายจำเรียนได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เขาจึงตัดสินใจว่าต้องแก้ไขสถานการณ์นี้ เขาไปปรึกษาหลายคนเพื่อหาวิธีแก้เคล็ด บางคนบอกว่าให้จ้างคนมาย้ายเสาไฟ บางคนบอกให้เอาวัตถุศักดิ์สิทธิ์มาบูชาป้องกันพลังลบ จนในที่สุด อ้ายจำเรียนยอมเสียเงินหลายหมื่นบาทจ้างคนมาย้ายเสาไฟไปอีกทาง แม้จะต้องเสียสละเงินจำนวนมาก แต่เขาก็คิดว่านี่เป็นการลงทุนเพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคลและนำโชคลาภกลับมาสู่ชีวิต
อย่างไรก็ตาม เวลาผ่านไป ชีวิตของอ้ายจำเรียนก็ยังไม่ดีขึ้นตามที่เขาคิด เงินทองไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หวัง แถมยังต้องเจอปัญหาการเงินจากการใช้จ่ายเกินตัวไปกับการแก้เคล็ดเหล่านั้น ในที่สุด อ้ายจำเรียนเริ่มตระหนักว่า การทุ่มเงินไปกับความเชื่อที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: **อย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ขาดเหตุผลและพิสูจน์ไม่ได้ การตัดสินใจที่ขาดสติและเชื่อในโชคลางมากเกินไปอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่จำเป็น ควรใช้เหตุผลและสติปัญญาในการดำเนินชีวิต เพราะแท้จริงแล้วความสำเร็จมาจากความพยายามและการวางแผนที่ดีมากกว่า**
นิทานเรื่องเสาไฟอยู่หน้าบ้าน
กาลครั้งหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายชื่อ "อ้ายจำเรียน" ผู้ชอบเชื่อในโชคลางและสิ่งลี้ลับ วันหนึ่งเขาได้ยินจากคนในหมู่บ้านว่า "เสาไฟฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าบ้านนั้น เป็นอัปมงคล ดูดพลังโชคลาภไปหมด ทำให้เงินทองรั่วไหล และนำพลังลบเข้าบ้าน" เมื่อได้ยินเช่นนี้ อ้ายจำเรียนก็เริ่มวิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ในที่สุด เขาตัดสินใจไปปรึกษากับ "อาจารย์เบียร์" นักบวชที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการสอนธรรมะและความเข้าใจในหลักพุทธศาสนา อ้ายจำเรียนเดินเข้าไปหาอาจารย์เบียร์ และเอ่ยถามด้วยความกลัวว่า
**อ้ายจำเรียน**: "อาจารย์ครับ เสาไฟฟ้าที่อยู่หน้าบ้านของผม มันจะนำโชคร้ายมาหรือไม่ครับ เขาบอกว่ามันจะดูดทรัพย์สินและโชคลาภออกจากบ้าน ทำให้ครอบครัวผมไม่เจริญรุ่งเรือง ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ?"
อาจารย์เบียร์มองหน้าอ้ายจำเรียนแล้วอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับอย่างใจเย็นว่า
**อาจารย์เบียร์**: "เจ้าจำเรียน ที่เสาไฟฟ้าอยู่หน้าบ้านเจ้า ก็เพราะมันมี ‘ไฟฟ้า’ ไงล่ะ ให้เจ้ามีแสงสว่างและพลังงานสำหรับการดำรงชีวิต ถ้าจะบอกว่าเสาไฟจะดูดโชคลาภออกจากบ้าน นั่นเป็นเพราะเจ้าคิดไปเองต่างหาก"
อ้ายจำเรียนอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงไม่หายกังวล
**อาจารย์เบียร์**: "จำเรียนเอ๋ย เจ้าควรยึดมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความเชื่อที่ขาดเหตุผลและเป็น ‘เดรัจฉานวิชา’ อย่าให้ตัวเองต้องเสียเงินทองไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลย จำไว้เถิดว่า โชคลาภหรือความสุขนั้น ไม่ได้มาจากการแก้เคล็ดใด ๆ แต่มาจากการทำความดี ทำมาหากินอย่างสุจริต และใช้ชีวิตด้วยสติปัญญา"
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น อ้ายจำเรียนก็เริ่มคิดตาม เขาตระหนักได้ว่า การไปเสียเงินมากมายเพื่อย้ายเสาไฟนั้นไม่ใช่คำตอบของชีวิตที่ดี เขาจึงเลิกกังวลเรื่องเสาไฟหน้าบ้าน และหันมาทำงานอย่างขยันขันแข็งแทน
**นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:** อย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ขาดเหตุผล และอย่าปล่อยให้ความกังวลที่ไร้สาระเข้ามาควบคุมชีวิต การมีสติและใช้ปัญญาเป็นทางนำชีวิตที่แท้จริง
**เสาไฟหน้าบ้านเป็นอัปมงคล: ความเชื่อที่งมงายขาดเหตุผล**
ในสังคมไทยและวัฒนธรรมหลายแห่ง เรามักพบเจอกับความเชื่อเรื่องโชคลางและสิ่งอัปมงคลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งสิ่งต่าง ๆ รอบบ้าน เช่น ความเชื่อว่า “เสาไฟฟ้าอยู่หน้าบ้าน” เป็นสิ่งอัปมงคล จะนำโชคร้ายเข้ามาในบ้านหรือดึงพลังโชคลาภออกไป ความเชื่อนี้ทำให้บางคนยอมเสียเงินเพื่อแก้เคล็ดหรือย้ายเสาไฟ แต่ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นความเชื่อที่ขาดเหตุผลและขัดแย้งกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
### พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงการใช้ปัญญาและเหตุผล
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวพุทธใช้ปัญญาเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต พระองค์ตรัสถึง “เดรัจฉานวิชา” ซึ่งหมายถึงความเชื่อที่ขาดหลักเหตุผล เช่น การทำนายโชคชะตา การเชื่อในวัตถุมงคลหรือสิ่งลี้ลับ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อในสิ่งเหล่านี้จะนำจิตใจของคนให้หลงทางและขาดสติ การเชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลทำให้สูญเสียเวลาและทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา คิดไตร่ตรองและถามตนเองว่า สิ่งนั้นมีเหตุผลหรือเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ การเชื่อในเรื่องเสาไฟหน้าบ้านเป็นอัปมงคลนั้นไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือเหตุผลใด ๆ มาสนับสนุน การย้ายเสาไฟหรือทำพิธีแก้เคล็ดไม่ได้มีผลต่อความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตแต่อย่างใด
### ความเชื่อที่ทำให้สูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์
การเชื่อว่าสิ่งของภายนอกจะกำหนดชะตาชีวิตหรือโชคลาภของเรา เป็นการผลักภาระของชีวิตไปให้กับสิ่งภายนอกแทนที่จะพึ่งพาความสามารถและความพยายามของเราเอง ในบางกรณี คนอาจเสียเงินจำนวนมากเพื่อแก้เคล็ด แทนที่จะนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น การศึกษา การพัฒนาตนเอง หรือการทำงานอย่างขยันขันแข็ง
### การพึ่งพาความดีและปัญญาในการสร้างความสำเร็จ
ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตนั้นเกิดจากการทำความดี การมีสติ และการใช้ปัญญาในการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการบำเพ็ญประโยชน์และการปฏิบัติตามธรรมจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนตำแหน่งของสิ่งของหรือการบูชาวัตถุมงคล
### บทสรุป
เสาไฟหน้าบ้านไม่ใช่สิ่งอัปมงคลที่ดูดทรัพย์หรือดึงพลังลบตามที่ความเชื่อโบราณกล่าวไว้ การยึดติดในความเชื่อที่ขาดเหตุผลอาจทำให้เราหลงทางและเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราใช้ปัญญาและสติในการดำเนินชีวิต จงมุ่งมั่นทำความดี มีสติ และใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า เพราะแท้จริงแล้ว ความสำเร็จเกิดจากการลงมือทำและการพึ่งพาความพยายามของตนเอง
นิทานเรื่องกวาดตอนกลางคืน
กาลครั้งหนึ่ง มีชายชื่อ "อ้ายจำเรียน" ผู้เต็มไปด้วยความเชื่อโชคลาง วันหนึ่งเขาได้ยินคำบอกเล่าว่า "อย่ากวาดบ้านตอนกลางคืน เพราะทรัพย์สินจะออกจากบ้านไป" ด้วยความกังวลใจ เขาจึงตั้งกฎให้ทุกคนในบ้านห้ามกวาดบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน
คืนหนึ่ง อ้ายจำเรียนพบว่า บ้านของเขารกไปด้วยฝุ่นและเศษขยะ แต่ก็ยังไม่กล้ากวาดบ้านเพราะกลัวว่าทรัพย์สินจะหายไป เขานอนไม่หลับพลิกตัวไปมาด้วยความกังวลว่า หากขืนกวาดบ้านตอนนี้ ครอบครัวของเขาอาจต้องเจอปัญหาทางการเงิน หรือทรัพย์สินจะสูญหายหมด
รุ่งเช้า อ้ายจำเรียนไปหา "อาจารย์เบียร์" ผู้เป็นนักบวชและผู้ที่มีความรู้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อปรึกษาเรื่องที่เขากังวล
**อ้ายจำเรียน**: "อาจารย์ครับ ผมกังวลใจยิ่งนัก เขาว่ากวาดบ้านตอนกลางคืนแล้วทรัพย์สินจะหายออกจากบ้าน เป็นเรื่องจริงหรือไม่ครับ?"
อาจารย์เบียร์ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดกับอ้ายจำเรียนว่า
**อาจารย์เบียร์**: "จำเรียนเอ๋ย พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เชื่อสิ่งที่ไร้เหตุผล ท่านสอนให้เราพึ่งพาปัญญาและเหตุผล สิ่งที่เจ้าได้ยินนี้เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ เลย"
**อ้ายจำเรียน**: (ทำหน้างุนงง) "แต่ผมกลัวว่าถ้าทำตามเขาบอก อาจจะช่วยป้องกันไม่ให้โชคลาภหายไปจากบ้านได้ครับ"
**อาจารย์เบียร์**: "พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้มาจากการเลี่ยงกวาดบ้านตอนกลางคืน หรือการเชื่อในโชคลางใด ๆ แต่มาจากการทำงานอย่างซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร และใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต เจ้าจงพึ่งตนเองและทำดีอย่าหวั่นไหวไปกับความเชื่อที่ขาดเหตุผล การทำความสะอาดบ้านทุกเวลาไม่ใช่สิ่งที่ส่งผลต่อโชคลาภ แต่จะนำพาความสะอาดและความสบายใจมาสู่เจ้าและครอบครัวต่างหาก"
อ้ายจำเรียนได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้น เขาตระหนักได้ว่าความเชื่อเหล่านี้ไม่มีหลักเหตุผล และไม่ควรปล่อยให้ความกังวลแบบไร้สาระเข้ามาครอบงำชีวิต
**นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:** อย่าให้ความเชื่อที่ขาดเหตุผลเข้ามาบั่นทอนชีวิตของเรา การใช้ปัญญาและสติในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราพ้นจากความกังวลและประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
บทความเรื่องกวาดบ้านตอนกลางคืน
**การกวาดบ้านตอนกลางคืน: ความเชื่อที่ขาดเหตุผลตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า**
ในวัฒนธรรมไทยและความเชื่อดั้งเดิม มีความเชื่อเกี่ยวกับการกวาดบ้านตอนกลางคืนว่าอาจจะทำให้ “ทรัพย์สินหายออกจากบ้าน” หรือ “โชคลาภสูญสิ้น” แม้ว่าความเชื่อนี้จะแพร่หลาย แต่หากพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วจะพบว่าเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลใด ๆ มาสนับสนุน
### พระพุทธเจ้าทรงสอนการใช้ปัญญา ไม่ยึดติดในโชคลาง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ความเชื่อที่ขาดเหตุผลหรือสิ่งที่เรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” เช่น การทำนายโชคชะตา พิธีกรรม หรือการถือโชคลางนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ทำให้เกิดปัญญาและไม่ได้นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง พระองค์ทรงสอนให้ชาวพุทธพิจารณาทุกสิ่งด้วยสติและเหตุผล ไม่ให้เชื่อในสิ่งที่ขาดเหตุผลเพียงเพราะเป็นสิ่งที่เล่าต่อกันมา
### ความสะอาดและระเบียบเรียบร้อยนำมาซึ่งความสุข
แทนที่จะเชื่อว่า “การกวาดบ้านตอนกลางคืนจะทำให้ทรัพย์สินหายไป” การกวาดบ้านหรือทำความสะอาดนั้นเป็นการดูแลบ้านเรือนให้สะอาดและเป็นระเบียบ นำความสบายใจและความสุขมาให้ผู้อยู่อาศัย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเจริญและความสุขนั้นมาจากการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย การปฏิบัติธรรม และการทำสิ่งดี ๆ ในชีวิตประจำวัน
### ความสำเร็จและความมั่งคั่งมาจากการทำดีและมีสติ
ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตไม่ได้เกิดจากการยึดถือโชคลางหรือการหลีกเลี่ยงการกวาดบ้านในยามวิกาล แต่เกิดจากการทำความดี การทำงานอย่างสุจริต และการดำรงชีวิตด้วยความมีสติ พระองค์ทรงสอนว่า “กรรม” หรือการกระทำของเราเป็นสิ่งสำคัญ การทำดีและตั้งใจทำงานต่างหากที่นำมาซึ่งความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต
### บทสรุป
การกวาดบ้านตอนกลางคืนไม่มีผลกระทบต่อโชคลาภหรือทรัพย์สินใด ๆ การทำความสะอาดและดูแลบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยกลับทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายใจและมีความสุขมากขึ้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราดำเนินชีวิตด้วยปัญญาและสติ ไม่ยึดติดกับความเชื่อที่ขาดเหตุผล การกระทำที่ดีและความเพียรพยายามในการทำงานคือปัจจัยที่นำไปสู่ความเจริญและความสุขที่แท้จริง
อยากจะให้ทิป/สนับสนุนบทความและนิทานของอ้ายจำเรียน/เต้นม้าด้วยการให้ติ้ปเพื่อเป็นกำลังใจในการทำคอนเทนต์ต่อไปได้ที่👇
พร้อมเพย์👉0892718015
เพลย์พาล👉0892718015
ทรูมันนี่วอเลท👉0892718015
เบอร์👉0892718015
จำเรียน จันทร์รักษา
แอดไลน์ไอดี tel0892718015
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น