บทความ/นิทานเรื่องห้ามพ่อแม่อย่าไปปรี๊ดแตกใส่ลูกๆ

**บทความ: ห้ามพ่อแม่อย่าไปปรี๊ดแตกใส่ลูกๆ**

การเลี้ยงดูลูกเป็นงานที่ท้าทายและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ บ่อยครั้งที่พ่อแม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียด หงุดหงิด หรือโกรธ โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหากับลูกๆ เช่น การไม่เชื่อฟัง การทำผิดพลาด หรือการทะเลาะกันระหว่างพี่น้อง ในสถานการณ์เช่นนี้ พ่อแม่หลายคนอาจรู้สึก "ปรี๊ดแตก" หรือแสดงอารมณ์โกรธรุนแรงใส่ลูกๆ โดยไม่ทันคิดถึงผลกระทบที่อาจตามมา

### ผลกระทบของการปรี๊ดแตกใส่ลูก

1. **ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก**  
   การระเบิดอารมณ์ใส่ลูกอย่างรุนแรง อาจทำให้ลูกๆ รู้สึกกลัวและห่างเหินจากพ่อแม่ เมื่อลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือพูดคุยอย่างเข้าใจได้ ความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นอาจเริ่มสั่นคลอน ลูกอาจไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกหรือปัญหาของตนเองเพราะกลัวจะถูกดุหรือทำให้พ่อแม่โกรธอีก

2. **สร้างความกดดันและความเครียดให้ลูก**  
   การโดนระเบิดอารมณ์ซ้ำๆ จะทำให้ลูกเกิดความเครียด และรู้สึกว่าไม่สามารถทำอะไรให้ถูกใจพ่อแม่ได้ ความกดดันนี้อาจส่งผลต่อการพัฒนาทางอารมณ์และสังคมของลูก เด็กที่ถูกกดดันด้วยอารมณ์รุนแรงอาจมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลง และมีปัญหาในการจัดการอารมณ์ของตนเองในอนาคต

3. **ทำให้ลูกไม่เรียนรู้การจัดการปัญหาอย่างสร้างสรรค์**  
   เมื่อลูกเห็นพ่อแม่ระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง พวกเขาอาจเรียนรู้ว่าวิธีการจัดการกับความโกรธคือการแสดงออกด้วยความรุนแรง ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี การที่พ่อแม่ไม่ควบคุมอารมณ์ตนเอง อาจทำให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมและใช้วิธีเดียวกันเมื่อเผชิญกับปัญหาหรือความไม่พอใจ

### วิธีป้องกันการปรี๊ดแตกใส่ลูก

1. **ควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อนเสมอ**  
   เมื่อรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิด พ่อแม่ควรหาวิธีหยุดและสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะพูดหรือทำสิ่งใดที่อาจทำร้ายความรู้สึกของลูก เช่น การนับ 1-10 หรือออกไปเดินข้างนอกสักครู่ก่อนกลับมาคุยกับลูกด้วยความสงบ

2. **ฟังลูกด้วยความเข้าใจ**  
   บางครั้งที่พ่อแม่โกรธเพราะรู้สึกว่าลูกไม่เชื่อฟัง หรือทำผิดพลาด แต่แทนที่จะระเบิดอารมณ์ใส่ลูก ลองให้ลูกได้อธิบายเหตุผลของพวกเขาก่อน การฟังด้วยความเข้าใจและเปิดใจรับฟังจะทำให้พ่อแม่เข้าใจปัญหาของลูกได้มากขึ้น และสามารถหาทางแก้ไขร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

3. **ใช้วิธีการสื่อสารที่สร้างสรรค์**  
   แทนที่จะดุลูกหรือแสดงความโกรธออกมา พ่อแม่ควรใช้การพูดคุยที่เน้นการสื่อสารเชิงบวก เช่น "แม่เข้าใจว่าหนูรู้สึกยังไง แต่เราต้องหาทางแก้ปัญหาให้ดีกว่านี้" การพูดอย่างสงบจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความไว้วางใจระหว่างพ่อแม่และลูก

4. **เรียนรู้การจัดการความเครียด**  
   พ่อแม่ควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย หรือใช้เวลาส่วนตัวบ้าง การที่พ่อแม่ดูแลสุขภาพจิตใจของตัวเองจะช่วยลดโอกาสที่จะปรี๊ดแตกใส่ลูกในสถานการณ์ที่เครียด

5. **สร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรักและการสนับสนุน**  
   การเลี้ยงดูลูกในบรรยากาศที่อบอุ่นและสนับสนุนจะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ และกล้าแสดงออก การพูดคุยด้วยความรักและเข้าใจจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก

### สรุป

พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการปรี๊ดแตกใส่ลูก เพราะจะสร้างความเสียหายทั้งต่อความสัมพันธ์และพัฒนาการของลูก การจัดการกับอารมณ์ของตนเองและการสื่อสารเชิงบวกจะช่วยให้ปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ และทำให้ลูกเติบโตในบรรยากาศที่อบอุ่นและมั่นใจในความรักของพ่อแม่ ความอดทนและความเข้าใจเป็นกุญแจสำคัญในการเลี้ยงดูที่ดี

**นิทานเรื่อง: อ้ายจำเรียนกับการควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่**

กาลครั้งหนึ่งในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เงียบสงบ มีเด็กหนุ่มชื่อ "อ้ายจำเรียน" เขาเป็นเด็กฉลาดและรักการเรียนรู้ แต่บางครั้งก็มีความซุกซนตามวัยของเขา พ่อแม่ของอ้ายจำเรียนเป็นคนทำงานหนัก มีความหวังอย่างมากว่าลูกชายจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีและมีความรับผิดชอบ แต่เวลาที่อ้ายจำเรียนทำผิดพลาดหรือไม่เชื่อฟัง พ่อแม่มักจะ "ปรี๊ดแตก" ใส่เขาอย่างไม่ยั้ง

วันหนึ่ง อ้ายจำเรียนกลับบ้านช้า เพราะเขาไปเล่นกับเพื่อนจนลืมเวลา เมื่อมาถึงบ้าน พ่อแม่ของเขาโกรธมากและตะโกนเสียงดังใส่เขา "ทำไมกลับบ้านช้า! เจ้าไม่เคารพกฎของบ้านเลย!" อ้ายจำเรียนรู้สึกตกใจและกลัวมาก เขาพยายามจะอธิบาย แต่พ่อแม่ก็ยังไม่หยุดตะโกนใส่เขา

หลังจากวันนั้น อ้ายจำเรียนรู้สึกไม่อยากกลับบ้านเร็วอีกต่อไป เขาเริ่มคิดว่าไม่ว่าทำอะไรก็จะทำให้พ่อแม่โกรธอยู่ดี เขาจึงเลือกที่จะทำตามใจตัวเองมากขึ้น หวังว่าถึงแม้จะโดนดุก็ไม่ต่างจากเดิม

วันหนึ่ง ชายชราผู้รอบรู้ในหมู่บ้านชื่อ "ตาปาน" เห็นอ้ายจำเรียนเดินคนเดียวด้วยท่าทางเศร้าๆ จึงเดินเข้ามาพูดคุย "เจ้าดูไม่สดใสเลย มีอะไรที่ทำให้เจ้าหนักใจหรือ?"

อ้ายจำเรียนเล่าถึงการที่พ่อแม่มักปรี๊ดแตกใส่เขาเมื่อเขาทำผิด แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เขาบอกตาปานว่า "ข้าพยายามจะทำดี แต่ก็ยังโดนดุทุกครั้ง ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว"

ตาปานยิ้มและพูดอย่างอ่อนโยนว่า "การแสดงอารมณ์โกรธรุนแรงนั้นเปรียบเสมือนการโยนไฟเข้าไปในบ้าน เจ้าอาจไม่ได้ตั้งใจจะทำลาย แต่ไฟนั้นจะเผาบ้านจนมอด พ่อแม่ของเจ้ารักเจ้า แต่บางครั้งพวกเขาก็อาจควบคุมอารมณ์ไม่ทัน สิ่งที่สำคัญคือการหาวิธีสื่อสารกันด้วยความรักและความเข้าใจ"

เมื่อถึงบ้าน อ้ายจำเรียนตัดสินใจพูดคุยกับพ่อแม่ เขาเล่าถึงความรู้สึกของตนเองเมื่อถูกดุและถามว่า "ถ้าพ่อแม่พูดกับข้าอย่างใจเย็น ข้าคงจะเข้าใจและเรียนรู้ได้ดีกว่านี้"

พ่อแม่ของอ้ายจำเรียนได้ฟังเช่นนั้นก็เริ่มเข้าใจว่าการแสดงอารมณ์โกรธเกินไปไม่ได้ช่วยให้ลูกเข้าใจมากขึ้น แต่กลับทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหิน พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะพยายามควบคุมอารมณ์และพูดคุยกับอ้ายจำเรียนอย่างใจเย็นมากขึ้น

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่อ้ายจำเรียนทำผิด พ่อแม่ของเขาจะพูดคุยด้วยเหตุผลและให้คำแนะนำอย่างใจเย็น ทำให้บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ

**คติธรรมสอนใจ:** การระเบิดอารมณ์โกรธใส่ลูกไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา พ่อแม่ควรใช้ความอดทนและความเข้าใจในการสื่อสารกับลูก เมื่อลูกได้รับความรักและการสนับสนุนอย่างใจเย็น พวกเขาจะเติบโตเป็นคนดีและมีความมั่นใจในตนเอง.

สรุปทิ้งท้ายนิทานนี้ว่า  ทางกายภาพ วัยรุ่นอาจดูเหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ แต่ความจริงแล้วในบางมุม ลูกวัยรุ่นยังคงมีจิตใจของเด็กวัยเตาะแตะ ที่โวยวายอาละวาดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เพราะสมองส่วนระบบลิมบิกในวัยรุ่น พัฒนาเร็วมากในช่วงอายุอายุ 10 - 12 ปี สมองส่วนลิมบิกนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ พฤติกรรม และการตอบสนองต่อรางวัลและการถูกทำโทษ ขณะที่สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเหตุผลและการคิดอย่างเป็นระบบนั้นจะยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จนกระทั่งอายุ 20 ปี ด้วยเหตุนี้

พฤติกรรมต่างๆ ของวัยรุ่นจึงดูเหมือนเด็กเอาแต่ใจ หากพ่อแม่เข้าใจความจริงข้อนี้ ก็จะรับมือกับพฤติกรรมโวยวายของลูก เมื่อพวกเขาตะโกนอย่างหัวเสียว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่คุณไม่อนุญาตให้เขาไปต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ หรือที่เขาต้องทำงานบ้านก่อนจะได้เล่นเกม สำหรับพ่อแม่ นอกจากสอนด้วยวาจาแล้ว การเป็นตัวอย่างที่ดีก็สำคัญ หากลูกระเบิดอารมณ์ใส่ วิธีที่คุณจะช่วยให้ลูกเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ได้ดีที่สุดคือ ทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง รับมือลูกอย่างมีสติ การสื่อสารแบบ Kind but Firm น้ำเสียงหนักแน่นแต่อ่อนโยน ใช้ได้ผลเสมอไม่ว่ากับลูกวัยใดก็ตาม

อยากสนับสนุนบทความและนิทานของอ้ายจำเรียนด้วยการให้ติ้ปเพื่อเป็นกำลังใจในการทำคอนเทนต์ต่อไปได้ที่👇นี่
พร้อมเพย์/ทรูมันนี่วอเลทเบอร์
0892718015
จำเรียน จันทร์รักษา
แอดไลน์ไอดี tel0892718015

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม