นิทานอ้ายจำเรียนตอนคติสอนใจ
จิ้งจกร้องทักห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด
โดยถ้าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะให้เลื่อนการเดินทางแต่หากเสียงร้องทักอยู่ด้านหน้าหรือซ้าย ให้เดินทางได้ จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย
นิทานอ้ายจำเรียนตอนจิ้งจกร้องทักจะเป็นไรไหม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชื่อ "จำเรียน" อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เขาเป็นคนขยันและมีวินัย ตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานทุกวัน
วันหนึ่ง ขณะที่จำเรียนเตรียมตัวจะออกจากบ้านไปทำงาน เขาได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทักว่า "ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด!" จำเรียนหยุดชะงักด้วยความสงสัย จิ้งจกร้องเช่นนี้ดูไม่มีเหตุผล เขารู้สึกแปลกใจ แต่ก็มองข้ามไป คิดว่ามันเป็นเพียงการร้องของสัตว์เท่านั้น
จิ้งจกร้องซ้ำอีกครั้ง "ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด!" เสียงนั้นดังชัดเจนขึ้น คราวนี้จำเรียนเริ่มลังเล ใจหนึ่งคิดว่าควรเชื่อฟังคำเตือน แต่อีกใจหนึ่งก็ยังไม่เห็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมเขาควรหยุดอยู่บ้าน
ในที่สุด จำเรียนก็นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสว่า "ดูก่อนจำเรียน สิ่งใดที่ไม่มีเหตุผลชัดเจน ไม่ควรยึดถือและคล้อยตามโดยไม่มีการพิจารณา เพราะทุกสิ่งในโลกนี้มีเหตุและผลตามธรรมชาติ จงใช้ปัญญาในการพิจารณา อย่าให้ความกลัวหรือความงมงายครอบงำเจ้า"
ด้วยคำสอนนี้ จำเรียนจึงตัดสินใจใช้ปัญญาไตร่ตรอง เขาออกจากบ้านตามแผนเดิม เพราะไม่พบเหตุผลที่สมควรในการหยุดอยู่บ้าน จิ้งจกร้องอีกครั้งแต่จำเรียนไม่ลังเลอีกต่อไป
ตลอดทั้งวัน จำเรียนทำงานและใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เขาเรียนรู้ว่า แม้ในบางครั้งจะมีสิ่งที่ฟังดูเป็นการเตือนหรือคำทักท้วง แต่หากไม่มีเหตุผลที่แท้จริงก็ไม่ควรปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมาขัดขวางชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนว่า การตัดสินใจในชีวิตควรอาศัยปัญญาและการพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าให้ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลเข้ามาเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต
ตุ๊กแกร้องตอนกลางวันจะเป็นไรไหม เชื่อว่าจะมีเหตุร้ายเพราะตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้านมักจะร้องตอนกลางคืน ถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย เนื่องจากคนโบราณเชื่อว่าตุ๊กแกคือ วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่ คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตรา
นิทานอ้ายจำเรียนตอนตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน จะเป็นไรไหม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชื่อ "จำเรียน" อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางชุมชนที่เต็มไปด้วยความเชื่อโบราณที่สืบทอดกันมา หนึ่งในนั้นคือความเชื่อที่ว่า หากตุ๊กแกร้องในตอนกลางวัน จะเป็นลางบอกเหตุร้าย
วันหนึ่ง ขณะที่จำเรียนกำลังทำงานในบ้าน เขาได้ยินเสียงตุ๊กแกร้องดังขึ้นมาจากมุมเพดาน เสียงนั้นทำให้จำเรียนหยุดชะงัก ทันใดนั้นเอง เขานึกถึงความเชื่อเก่าแก่ของหมู่บ้าน ตุ๊กแกร้องในตอนกลางวันมักเป็นสัญญาณของเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น
จำเรียนรู้สึกวิตกกังวล ใจเขาเริ่มสั่นคลอน คิดว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เขาเริ่มกลัว จนไม่กล้าจะออกจากบ้านหรือทำสิ่งใดต่อ
แต่แล้ว จำเรียนก็ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์เคยตรัสไว้ว่า “ดูก่อนจำเรียน ความเชื่อใดที่ไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่ควรยึดถือหรือปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ ทุกสิ่งในโลกนี้ดำเนินไปตามเหตุและผล หากไม่มีเหตุอันชัดเจน ความกลัวนั้นย่อมเป็นเพียงมายา จงใช้ปัญญาในการพิจารณา ไม่ใช่ปล่อยให้ความเชื่อครอบงำจนลืมความจริง”
จำเรียนตัดสินใจนั่งลงและพิจารณาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาเริ่มคิดว่า เสียงตุ๊กแกร้องเป็นเพียงธรรมชาติของสัตว์ มันอาจร้องเพราะหิวหรือกำลังหาเพื่อน ความเชื่อเกี่ยวกับตุ๊กแกร้องตอนกลางวันนั้นไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้จริง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความกลัวในใจของจำเรียนก็คลายลง เขากลับไปทำงานต่ออย่างมีสติและไม่ปล่อยให้ความเชื่อโบราณมาครอบงำจิตใจ วันนั้นผ่านไปโดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น ตุ๊กแกร้องเพียงแค่ตามธรรมชาติเท่านั้น
นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลควรพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าให้ความกลัวที่เกิดจากสิ่งที่ไม่มีมูลมาเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต พระพุทธเจ้าสอนให้เรายึดถือเหตุผลและปัญญาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
นกแสกเกาะหลังคาบ้านจะเกิดลางร้าย
เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความอัปมงคล เนื่องจากโดยธรรมชาตินกแสกมักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคน
นิทานอ้ายจำเรียนตอนนกแสกเกาะหลังคาบ้านจะเป็นไรไหม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชื่อ "จำเรียน" อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความเชื่อโบราณ หนึ่งในความเชื่อที่ผู้คนในหมู่บ้านถือกันอย่างมาก คือหากนกแสกมาเกาะหลังคาบ้าน จะเป็นลางร้าย มีเหตุร้ายแรงหรือความตายเกิดขึ้น
วันหนึ่งในตอนเย็น ขณะที่จำเรียนกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในบ้าน เขาได้ยินเสียงปีกของนกบางตัวบินผ่านไปมาบนหลังคา เมื่อเขาเงยหน้ามองผ่านหน้าต่างก็พบว่านกแสกตัวใหญ่เกาะอยู่บนหลังคาบ้านของเขา ตามความเชื่อของคนในหมู่บ้าน นี่คือสัญญาณบอกเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น
จำเรียนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว ใจเต้นแรงด้วยความวิตกกังวล คิดว่าต้องมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวเขาหรือครอบครัว เขานั่งคิดอย่างไม่สบายใจ แต่แล้วจำเรียนก็นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “ดูก่อนจำเรียน ความเชื่อใดที่ไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่ควรยึดถือหรือปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ ทุกสิ่งในโลกนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัย และเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นจากการกระทำของเรา ไม่ใช่จากนกหรือสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง หากเจ้าปล่อยให้ความเชื่อเหล่านี้มาครอบงำ เจ้าจะหลงลืมปัญญาและความเป็นจริง”
เมื่อระลึกได้เช่นนี้ จำเรียนจึงนั่งลงและคิดพิจารณาอย่างมีสติ เขารู้ว่านกแสกเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังหาอาหารหรือพักผ่อน มันไม่ได้มีอำนาจในการนำพาเหตุร้ายมาให้ใคร ทั้งหมดเป็นเพียงความเชื่อที่คนในหมู่บ้านสร้างขึ้นโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
จำเรียนเริ่มคลายความกลัวและปล่อยวางความคิดเกี่ยวกับลางร้าย เขาเดินออกจากบ้านและเฝ้ามองนกแสกอย่างสงบ ไม่นานนัก นกแสกก็บินจากไป โดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น
นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลไม่ควรยึดถือหรือปล่อยให้มันมาทำลายความสงบในจิตใจ เราควรใช้ปัญญาและเหตุผลในการดำเนินชีวิต ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้เราอยู่กับความจริง
ถ้านกถ่ายรดบนศรีษะจะเป็นไรไหม เชื่อว่าจะโชคร้าย หากกำลังจะออกเดินทางแล้วถูกนกถ่ายรดที่ศรีษะซะก่อน ให้หยุดการเดินทางทันที หรือเลื่อนกำหนดออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น
นิทานอ้ายจำเรียนตอนนกขี้บนศรีษะจะเป็นไรไหม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีชายชราผู้เคร่งศรัทธาในลางร้ายอย่างสุดซึ้ง ชายชราผู้นี้เชื่อว่านกถ่ายมูลลงบนศีรษะเป็นลางร้ายอันเลวร้าย หากนกตัวใดบังอาจกระทำเช่นนั้นกับเขา เขาจะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย การสูญเสีย หรือแม้แต่ความตาย
วันหนึ่งขณะที่ชายชรามีนามว่าอ้ายจำเรียนเดินไปวัดเพื่อทำบุญ นกตัวหนึ่งบินมาเหนือศีรษะของเขา และ... ใช่แล้ว! มันถ่ายมูลลงบนศีรษะของอ้ายจำเรียนอย่างจัง อ้ายจำเรียนถึงกับสะดุ้งตกใจ ใบหน้าซีดเผือด เขาแน่ใจว่านี่คือลางร้าย ความโชคร้ายกำลังจะมาเยือนเขาอย่างแน่นอน
อ้ายจำเรียนเดินไปวัดด้วยความวิตกกังวล เขาภาวนาขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้สิ่งร้ายๆ ผ่านพ้นไป แต่ใจเขายังคงกังวลอยู่ไม่หาย
ที่วัดนั้น มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีปัญญาและเมตตาสูง เห็นสภาพอ้ายจำเรียน ท่านจึงเข้าไปถามไถ่ อ้ายจำเรียนจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระภิกษุฟัง พร้อมกับแสดงความกังวลใจอย่างสุดซึ้ง
พระภิกษุรูปนั้นฟังอย่างตั้งใจ แล้วท่านก็กล่าวอย่างใจเย็นว่า "ท่านพี่ ความเชื่อของท่านนั้นเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลรองรับ นกถ่ายมูลลงบนศีรษะเป็นเพียงเรื่องธรรมชาติ มันไม่ได้หมายความว่าจะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น ความเชื่อเช่นนี้ เป็นการสร้างความทุกข์ให้แก่ตนเองโดยใช่เหตุ"
พระภิกษุท่านได้อธิบายถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นการใช้ปัญญาและเหตุผลในการดำเนินชีวิต ไม่ควรยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล และไม่ควรสร้างความทุกข์ให้ตนเองด้วยความกลัวที่ไม่มีมูล
อ้ายจำเรียนฟังคำอธิบายของพระภิกษุอย่างตั้งใจ เขาเริ่มเข้าใจ และค่อยๆ ปล่อยวางความกังวลใจลง เขาตระหนักได้ว่าความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เป็นเพียงอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
ตั้งแต่นั้นมา อ้ายจำเรียนก็เปลี่ยนแปลงความคิด เขาไม่ยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลอีกต่อไป เขาเรียนรู้ที่จะใช้ปัญญาและเหตุผลในการดำเนินชีวิต และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แม้ว่านกจะบินมาถ่ายมูลบนศีรษะของเขาอีกครั้ง เขาก็จะไม่หวั่นไหว เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า นั่นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ลางร้ายแต่อย่างใด
เมื่อตัวเงินตัวทองคลานเข้าบ้านจะเป็นไรไหม ให้พูดแต่สิ่งดีๆ ไม่ให้ไล่ ถือเป็นการแก้เคล็ดให้มีแต่สิ่งดีเข้ามาหา
นิทานอ้ายจำเรียนตอนตัวเงินตัวทองคลานเข้าบ้าน จะเป็นไรไหม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ มีครอบครัวชาวนาผู้ยากจนครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ พวกเขามีความเชื่ออย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน นั่นคือ หากตัวเงินตัวทองคลานเข้ามาในบ้าน จะนำความโชคร้ายมาให้ ความเชื่อนี้ทำให้พวกเขากลัวตัวเงินตัวทองเป็นอย่างมาก
วันหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวกำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น ปรากฏว่าตัวเงินตัวทองตัวใหญ่เลื้อยเข้ามาในบ้าน ทุกคนต่างตกใจกลัว แม่บ้านร้องเสียงหลง เด็กๆ ต่างวิ่งหนีกระเจิง พ่อบ้านพยายามไล่ตัวเงินตัวทองออกไปด้วยความหวาดกลัว เขาเชื่อว่าความโชคร้ายกำลังจะมาเยือนครอบครัวของเขาอย่างแน่นอน
หลังจากไล่ตัวเงินตัวทองออกไปได้แล้ว พ่อบ้านก็เริ่มรู้สึกกังวลใจ เขาคิดถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ไม่ควรยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ความเชื่อที่เกิดจากความกลัวและอคติ เป็นเพียงความทุกข์ที่เราสร้างขึ้นเอง
พ่อบ้านจึงไปปรึกษาพระภิกษุรูปหนึ่งที่วัดใกล้บ้าน พระภิกษุท่านฟังเรื่องราวของพ่อบ้านอย่างตั้งใจ แล้วท่านก็อธิบายว่า ตัวเงินตัวทองเป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดา การที่มันเข้ามาในบ้าน อาจเป็นเพราะมันหลงทาง หรือกำลังมองหาอาหาร มันไม่ได้มีความหมายแฝงใดๆ หรือเป็นลางร้ายแต่อย่างใด ความเชื่อที่ว่าตัวเงินตัวทองนำความโชคร้ายมาให้ เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เป็นการสร้างความกลัวและความทุกข์ให้แก่ตนเองโดยใช่เหตุ
พระภิกษุท่านยังได้อธิบายถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นการใช้ปัญญาและเหตุผลในการดำเนินชีวิต ไม่ควรยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล และควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ
พ่อบ้านฟังคำอธิบายของพระภิกษุอย่างตั้งใจ เขาเริ่มเข้าใจและปล่อยวางความกังวลใจลง เขาตระหนักได้ว่าความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เป็นเพียงอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ตั้งแต่นั้นมา พ่อบ้านก็เปลี่ยนแปลงความคิด เขาไม่ยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลอีกต่อไป เขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แม้ว่าตัวเงินตัวทองจะเข้ามาในบ้านอีกครั้ง เขาก็จะไม่หวั่นไหว เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า นั่นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ลางร้ายแต่อย่างใด
กลางคืนถ้าได้ยินเสียงร้องทักห้ามขานรับจะเป็นไรไหม เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงของดวงวิญญาณอาจจะมาหลอนมาหลอกหรือเป็นการเชิญวิญญาณเข้าบ้าน
นิทานอ้ายจำเรียนตอนเสียงเรียกทักตอนกลางคืนเป็นไรไหม (วิญญาณร้ายจะเอาชีวิต)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยป่าไผ่และภูเขาสูงชัน มีเด็กชายชื่อ อ้ายจำเรียน อาศัยอยู่กับพ่อแม่ อ้ายจำเรียนเป็นเด็กที่เรียนรู้เร็วฉลาดหลักแหลม แต่ก็มีความเชื่อแปลกๆ อย่างหนึ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นั่นคือ ห้ามขานรับเสียงร้องลึกลับที่ได้ยินในยามค่ำคืน เชื่อกันว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของภูตผีปีศาจ หากขานรับ จะนำความโชคร้ายมาให้
คืนหนึ่ง ขณะที่อ้ายจำเรียนนอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงร้องแปลกๆ เหมือนเสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญ เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ฟังดูน่ากลัว อ้ายจำเรียนนึกถึงคำเตือนของบรรพบุรุษ จึงกลั้นใจไม่ขานรับ แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ เสียงนั้นดังอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งใกล้รุ่งสาง เสียงนั้นก็เงียบหายไป
เช้าวันรุ่งขึ้น อ้ายจำเรียนไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับพระภิกษุรูปหนึ่งฟัง พระภิกษุรูปนั้นฟังอย่างตั้งใจ แล้วท่านก็กล่าวว่า "อ้ายจำเรียน ความเชื่อที่ว่าห้ามขานรับเสียงร้องในยามค่ำคืนนั้น เป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลรองรับ เสียงที่เจ้าได้ยิน อาจเป็นเสียงของสัตว์ป่า หรือเสียงธรรมชาติ ก็เป็นได้ การยึดติดกับความเชื่อเช่นนี้ เป็นการสร้างความกลัวและความทุกข์ให้แก่ตนเองโดยใช่เหตุ"
พระภิกษุท่านอธิบายถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เน้นการใช้ปัญญาและเหตุผลในการดำเนินชีวิต ไม่ควรยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล และไม่ควรสร้างความทุกข์ให้ตนเองด้วยความกลัวที่ไม่มีมูล ท่านแนะนำให้อ้ายจำเรียนใช้สติและปัญญาในการพิจารณา อย่าปล่อยให้ความกลัวครอบงำจิตใจ
อ้ายจำเรียนฟังคำอธิบายของพระภิกษุอย่างตั้งใจ เขาเริ่มเข้าใจ และค่อยๆ ปล่อยวางความกลัวลง เขาตระหนักได้ว่าความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เป็นเพียงอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ตั้งแต่นั้นมา อ้ายจำเรียนก็เปลี่ยนแปลงความคิด เขาไม่ยึดติดกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลอีกต่อไป เขาเรียนรู้ที่จะใช้ปัญญาและเหตุผลในการดำเนินชีวิต และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องลึกลับในยามค่ำคืนอีกครั้ง เขาก็จะไม่หวั่นไหว เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า นั่นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่อย่างใด
คนที่มีไฝที่ริมฝีปากล่างเป็นไรไหม
ให้ระวังปากนำเคราะห์ เพราะพูดไม่คิด และมักเป็นคนใจร้อน อารมณ์รุนแรงขาดเหตุผลในการยับยั้งชั่งใจ
นิทานอ้ายจำเรียนตอนคนที่มีไฝที่ริมฝีปากล่างจะเป็นไรไหม
ณ ป่าไผ่เขียวชอุ่ม อ้ายจำเรียน เด็กชายตัวเล็กผู้มีดวงตาใสแจ๋วและไฝเล็กๆ ที่ริมฝีปากล่าง กำลังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล เขาคิดถึงคำถามที่คาใจมานาน คำถามที่เขาอยากถามพระพุทธเจ้าผู้ทรงปัญญาที่สุด
อ้ายจำเรียนเดินทางมาไกล เพื่อได้พบกับพระพุทธเจ้า เขาได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับพระองค์ ว่าพระองค์ทรงเมตตาและทรงรู้แจ้งทุกสิ่ง เขาหวังว่าพระพุทธเจ้าจะทรงช่วยคลายความกังวลในใจเขาได้
เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อ้ายจำเรียนก็นอบน้อมโค้งคำนับ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย "พระองค์เจ้าข้า… ข้ามีไฝที่ริมฝีปากล่าง มันจะเป็นอันตรายหรือไม่ ข้าวิตกกังวลยิ่งนัก"
พระพุทธเจ้าทรงรับฟังด้วยความเมตตา พระพักตร์ทรงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน พระองค์ทรงตรัสว่า "อ้ายจำเรียนน้อย ไฝนั้นเป็นเพียงเครื่องหมายเล็กๆ บนร่างกาย มันมิได้บ่งบอกถึงโชคชะตาหรือความเป็นไปในอนาคต สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ จิตใจของเจ้า จิตใจที่บริสุทธิ์ มีเมตตา และประกอบด้วยคุณงามความดี นั่นแหละคือสิ่งที่กำหนดชีวิตของเจ้า"
พระองค์ทรงยกมือขึ้น ชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ "ดูต้นไม้นี้สิ มันมีกิ่งก้านสาขา มีใบไม้มากมาย แต่ละใบก็มีรูปทรงแตกต่างกันไป บางใบอาจมีรอยแหว่ง บางใบอาจมีจุดด่างดำ แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ มันทำให้ต้นไม้มีความงดงามในแบบของมันเอง เช่นเดียวกับเจ้า ไฝเล็กๆ นั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเจ้า มันมิได้ทำให้เจ้าลดค่าลงเลย"
อ้ายจำเรียนฟังแล้ว ใจที่เคยกังวลก็เบาลง เขาเข้าใจแล้วว่า ไฝเล็กๆ ที่ริมฝีปากล่างนั้นมิใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการดำเนินชีวิตด้วยความดี การมีจิตใจที่งดงาม และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ นับจากนั้นมา อ้ายจำเรียนก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่เคยวิตกกังวลเรื่องไฝเล็กๆ นั้นอีกเลย
นิทานอ้ายจำเรียนตอนคนผมหยิกคอสั้นเป็นคนเจ้าชู้จริงไหม
ณ ป่าไผ่ร่มรื่น อ้ายจำเรียน เด็กชายผู้น่ารักแต่มีผมหยิกหยักศก ใบหน้ากลมป้อม คอเล็กสั้น กำลังนั่งฟังชายชราคนหนึ่งทำนายดวงชะตา ชายชราผู้นั้นมีชื่อเสียงเรื่องการทำนายที่แม่นยำ แต่คำทำนายของเขากลับทำให้อ้ายจำเรียนรู้สึกไม่สบายใจ
“เด็กน้อย…เจ้ามีลักษณะผมหยิก หน้าสั้น คอสั้น นี่เป็นลางบอกเหตุว่าเจ้าจะเป็นคนเจ้าชู้ เจ้าจะต้องระวังตัวให้ดี” ชายชราทำนายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
คำทำนายนั้นฝังอยู่ในใจอ้ายจำเรียน เขาเริ่มวิตกกังวล เขาไม่ต้องการเป็นคนเจ้าชู้ เขาอยากเป็นคนดี มีเมตตา และซื่อสัตย์ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปหาพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำแนะนำ
เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อ้ายจำเรียนก็นอบน้อมกราบแทบพระบาท แล้วเล่าเรื่องที่ชายชราทำนายให้พระองค์ทรงฟัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
พระพุทธเจ้าทรงฟังด้วยความเมตตา พระองค์ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อ้ายจำเรียนน้อย… ลักษณะภายนอกนั้นเป็นเพียงเปลือกนอก มันมิได้บ่งบอกถึงนิสัยใจคอภายใน คนที่มีลักษณะเช่นเจ้าก็อาจจะเป็นคนดี มีเมตตา ซื่อสัตย์ หรือจะเป็นคนเจ้าชู้ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำ การเลือก และการฝึกฝนจิตใจของเจ้าเอง”
พระองค์ทรงยกมือขึ้นชี้ไปยังดอกไม้ป่าหลากสีสัน “ดูดอกไม้นี้สิ ดอกไม้แต่ละดอกก็มีรูปทรง สีสัน และกลิ่นหอมแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดนั้นก็งดงามในแบบของมันเอง เช่นเดียวกับเจ้า ลักษณะภายนอกของเจ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเจ้า มันมิได้กำหนดนิสัยใจคอของเจ้า”
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อ้ายจำเรียนรู้จักพัฒนาจิตใจ ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนดี มีเมตตา และซื่อสัตย์ พระองค์ทรงเน้นย้ำว่า การกระทำของเจ้า ความคิดของเจ้า และเจตนาของเจ้า นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด มิใช่ลักษณะภายนอก
อ้ายจำเรียนเข้าใจแล้ว เขาไม่กังวลกับคำทำนายอีกต่อไป เขาตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ พัฒนาจิตใจ และเป็นคนดีตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน นับแต่นั้นมา อ้ายจำเรียนก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเป็นที่รักของทุกคน เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า คำทำนายนั้นมิใช่สิ่งที่กำหนดชีวิตของคนเรา แต่เป็นการกระทำ และจิตใจของเราต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต
นิทานอ้ายจำเรียนตอนหมอดูทำนายว่าปีนี้จะเสียเงินทองมากมาย
ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง อ้ายจำเรียน เด็กชายผู้มีจิตใจดีงาม กำลังกังวลใจอย่างหนัก เพราะหมอดูผู้มีชื่อเสียงในหมู่บ้านทำนายทายทักว่า ปีนี้เขาจะต้องเสียเงินเสียทองอย่างหนัก และเพื่อแก้เคล็ด ต้องทำพิธีเสดาะเคราะห์เสียค่าครูถึง 9999 บาท อ้ายจำเรียนครอบครัวฐานะปานกลาง เงินจำนวนนี้มากเกินกว่าที่ครอบครัวจะแบกรับไหว
ความกังวลใจกัดกินจิตใจอ้ายจำเรียน เขาไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจเดินทางไกลไปยังวัดบนภูเขา เพื่อขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้าผู้ทรงปัญญา
เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อ้ายจำเรียนก็นอบน้อมกราบแทบพระบาท แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความกังวล
พระพุทธเจ้าทรงรับฟังด้วยความเมตตา พระองค์ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อ้ายจำเรียนน้อย… คำทำนายนั้นเป็นเพียงความเชื่อ มันมิใช่ความจริงที่แน่นอน ชีวิตของคนเรานั้นขึ้นอยู่กับการกระทำ การวางแผน และความพยายามของตนเอง”
พระองค์ทรงยกมือขึ้นชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง “ดูต้นไม้นี้สิ มันเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรง เพราะมันมีรากที่หยั่งลึก และได้รับการดูแลอย่างดี เช่นเดียวกับชีวิตของเจ้า หากเจ้าใช้ชีวิตอย่างมีสติ ประหยัด และวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบ โอกาสที่จะเสียเงินเสียทองก็จะน้อยลง”
พระพุทธเจ้าทรงสอนอ้ายจำเรียนให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีสติ ประหยัด และวางแผนการเงิน พระองค์ทรงแนะนำให้เขาเรียนรู้การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน แทนที่จะไปเสียเงินกับพิธีกรรมที่ไม่แน่นอน
พระองค์ตรัสต่อว่า “การให้ทาน การทำบุญ เป็นสิ่งที่ดี แต่การให้ทานควรกระทำด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพราะความกลัว หรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การให้ทานที่แท้จริงนั้น คือการให้ทานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ และมีความเข้าใจ”
อ้ายจำเรียนเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาจึงไม่ไปทำพิธีเสดาะเคราะห์ตามที่หมอดูแนะนำ แต่หันมาใช้ชีวิตอย่างมีสติ ประหยัด และวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ ผลปรากฏว่า ปีนั้นเขาไม่ได้เสียเงินเสียทองอย่างที่หมอดูทำนาย แต่กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเขาบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นับจากนั้นมา อ้ายจำเรียนก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่หลงเชื่อคำทำนายที่ไม่ถูกต้องอีกต่อไป เขาเรียนรู้ว่า ความเชื่อที่ถูกต้อง และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสุขและความสำเร็จในชีวิต
นิทานอ้ายจำเรียนตอนปักตะไคร้รากชี้ฟ้า
ณ หมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ลำธารใสไหลเย็น อ้ายจำเรียน เด็กชายผู้น่ารักแต่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติกำลังยืนถือตะไคร้ปักไว้บนหลังคาบ้านอย่างตั้งใจ ฝนกำลังจะตกหนัก ท้องฟ้ามืดครึ้ม สายฟ้าแลบแปลบปลาบ อ้ายจำเรียนเชื่อตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านว่าการปักตะไคร้ไว้บนหลังคาจะช่วยไล่ฝน ทำให้ฝนไม่ตกใส่บ้าน
อ้ายจำเรียนมองฟ้าอย่างกังวล เขาหวังว่าตะไคร้จะช่วยปกป้องบ้านของเขาจากพายุฝนที่กำลังจะมาถึง แต่แล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ลมพัดแรง ตะไคร้ที่เขาปักไว้ก็โยกไปมา บ้านของเขาก็ยังเปียกฝนอยู่ดี
อ้ายจำเรียนรู้สึกผิดหวัง เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าผู้ทรงปัญญา เพื่อขอคำแนะนำ
เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อ้ายจำเรียนก็นอบน้อมกราบแทบพระบาท แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างหมดใจ พระพุทธเจ้าทรงฟังด้วยความเมตตา พระองค์ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“อ้ายจำเรียนน้อย การปักตะไคร้เพื่อไล่ฝนนั้นเป็นเพียงความเชื่อ เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ฝนตกนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ มันมิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งของใดๆ การปักตะไคร้จึงไม่สามารถหยุดยั้งฝนได้”
พระองค์ทรงชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่านท่ามกลางสายฝน “ดูต้นไม้นี้สิ มันยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม แม้ว่าฝนจะตกหนัก ลมจะพัดแรง เพราะมันมีรากที่หยั่งลึก และลำต้นที่แข็งแรง เช่นเดียวกับชีวิตของเจ้า หากเจ้ามีสติปัญญา มีความรู้ และมีความพยายาม เจ้าก็จะสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
พระพุทธเจ้าทรงสอนอ้ายจำเรียนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ไม่หลงเชื่อเรื่องงมงาย และให้รู้จักเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อที่จะได้เข้าใจและรับมือกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง อ้ายจำเรียนเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาจึงไม่หลงเชื่อเรื่องงมงายอีกต่อไป และหันมาเรียนรู้ พัฒนาตนเอง เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับจากนั้นมา อ้ายจำเรียนก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่หลงเชื่อเรื่องงมงายอีกเลย
-----
Q7
Q6
แต่งนิทานอ้ายจำเรียนตอน
อ้ายจำเรียน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
-----
Q3
-----
Q2
-----
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น