นิทานผี

นิทานเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์
ปู่โสมเฝ้าทรัพย์เป็นชื่อที่ใช้เรียกผีหรือวิญญาณที่ทำหน้าที่เฝ้าทรัพย์สมบัติที่เป็นสมบัติล้ำค่าหรือสมบัติของชาติ เช่น กรุสมบัติในสมัยอยุธยา เป็นต้น ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ทำหน้าที่คล้ายเจ้าที่เจ้าทาง หรือเทพารักษ์ที่พิทักษ์ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เอาไว้.

เรื่องราวของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดี จนกลายเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2500–01 ที่กรุสมบัติวัดราชบูรณะ เมื่อโจรลักลอบขุดสมบัติกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปขุดค้นภายในวัด ซึ่งใช้เวลานานถึง 3 วัน เนื่องจากมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล แต่ทว่าเมื่อลับลอบนำออกมาแล้ว เกิดปาฏิหารย์ขึ้นมาโดยเฉพาะพระแสงขรรค์ชัยศรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้เกิดส่องแสงแวววับขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันบรรยายกาศของท้องฟ้าก็เกิดวิปริตแปรปรวน ต่อมาหนึ่งในผู้ลักลอบก็เข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจในสภาพเมามาย ยอมรับว่าเป็นผู้ที่เข้าไปขุดค้นเอง และได้คืนของที่ขโมยเอาไปแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ที่ร่วมขบวนการนั้นต่างก็ได้รับอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น เสียสติไปรำดาบอยู่กลางตลาด หรือร้านที่รับซื้อไว้ก็ต้องล้มเลิกกิจการไป เป็นต้น ซึ่งของกลางที่ขโมยเอาไปนั้นปัจจุบันได้คืนมาเพียงแค่ร้อยละ 20 เท่านั้น และจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ทั้งนี้เชื่อว่าเกิดจากการดลบันดาลของปู่โสมเฝ้าทรัพย์.

บุคคลที่มีชื่อเสียงที่เคยเผชิญหน้ากับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ได้แก่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระองค์พีระ นักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวไทยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านเคยได้ประทานสัมภาษณ์เรื่องราวนี้ด้วยตัวพระองค์ท่านเองเมื่อปี พ.ศ. 2504 ต่อที่ประชุม ณ สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย.

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของนักวิชาการ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชื่อว่า ความเชื่อเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์นั้น ไม่น่าจะมีอยู่จริงในความเชื่อของชาวอยุธยาร่วมสมัย เนื่องจากอ้างอิงจากหลักฐานรายชื่อผีที่ปรากฏในพระไอยการเบ็ดเสร็จ ไม่พบว่า มีบันทึกถึงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือผีเฝ้าสมบัติ แต่อย่างใด รวมถึงความเชื่อนี้ก็ขัดต่อความเชื่อในคติของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ที่ชาวอยุธยาเชื่อถืออีกด้วย เนื่องจากนิกายเถรวาทไม่เชื่อในเรื่องของอันตรภพ เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดยังภพภูมิตามยถากรรม จึงสันนิษฐานว่า ความเชื่อนี้คงมาจากประเทศอินเดีย หรือเกิดจากการสร้างเป็นละครโทรทัศน์จนผู้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง.

ปู่โสมเฝ้าทรัพย์เป็นชื่อที่ใช้เรียกผีหรือวิญญาณที่ทำหน้าที่เฝ้าทรัพย์สมบัติที่เป็นสมบัติล้ำค่าหรือสมบัติของชาติ เช่น กรุสมบัติในสมัยอยุธยา เป็นต้น ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ทำหน้าที่คล้ายเจ้าที่เจ้าทาง หรือเทพารักษ์ที่พิทักษ์ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เอาไว้.

เรื่องราวของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดี จนกลายเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2500–01 ที่กรุสมบัติวัดราชบูรณะ เมื่อโจรลักลอบขุดสมบัติกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปขุดค้นภายในวัด ซึ่งใช้เวลานานถึง 3 วัน เนื่องจากมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล แต่ทว่าเมื่อลับลอบนำออกมาแล้ว เกิดปาฏิหารย์ขึ้นมาโดยเฉพาะพระแสงขรรค์ชัยศรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้เกิดส่องแสงแวววับขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันบรรยายกาศของท้องฟ้าก็เกิดวิปริตแปรปรวน ต่อมาหนึ่งในผู้ลักลอบก็เข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจในสภาพเมามาย ยอมรับว่าเป็นผู้ที่เข้าไปขุดค้นเอง และได้คืนของที่ขโมยเอาไปแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ที่ร่วมขบวนการนั้นต่างก็ได้รับอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น เสียสติไปรำดาบอยู่กลางตลาด หรือร้านที่รับซื้อไว้ก็ต้องล้มเลิกกิจการไป เป็นต้น ซึ่งของกลางที่ขโมยเอาไปนั้นปัจจุบันได้คืนมาเพียงแค่ร้อยละ 20 เท่านั้น และจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ทั้งนี้เชื่อว่าเกิดจากการดลบันดาลของปู่โสมเฝ้าทรัพย์.

บุคคลที่มีชื่อเสียงที่เคยเผชิญหน้ากับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ได้แก่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระองค์พีระ นักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวไทยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านเคยได้ประทานสัมภาษณ์เรื่องราวนี้ด้วยตัวพระองค์ท่านเองเมื่อปี พ.ศ. 2504 ต่อที่ประชุม ณ สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย.

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของนักวิชาการ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชื่อว่า ความเชื่อเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์นั้น ไม่น่าจะมีอยู่จริงในความเชื่อของชาวอยุธยาร่วมสมัย เนื่องจากอ้างอิงจากหลักฐานรายชื่อผีที่ปรากฏในพระไอยการเบ็ดเสร็จ ไม่พบว่า มีบันทึกถึงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือผีเฝ้าสมบัติ แต่อย่างใด รวมถึงความเชื่อนี้ก็ขัดต่อความเชื่อในคติของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ที่ชาวอยุธยาเชื่อถืออีกด้วย เนื่องจากนิกายเถรวาทไม่เชื่อในเรื่องของอันตรภพ เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดยังภพภูมิตามยถากรรม จึงสันนิษฐานว่า ความเชื่อนี้คงมาจากประเทศอินเดีย หรือเกิดจากการสร้างเป็นละครโทรทัศน์จนผู้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง.

------
ปู่โสมเฝ้าทรัพย์เป็นชื่อที่ใช้เรียกผีหรือวิญญาณที่ทำหน้าที่เฝ้าทรัพย์สมบัติที่เป็นสมบัติล้ำค่าหรือสมบัติของชาติ เช่น กรุสมบัติในสมัยอยุธยา เป็นต้น ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ทำหน้าที่คล้ายเจ้าที่เจ้าทาง หรือเทพารักษ์ที่พิทักษ์ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เอาไว้.

เรื่องราวของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดี จนกลายเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2500–01 ที่กรุสมบัติวัดราชบูรณะ เมื่อโจรลักลอบขุดสมบัติกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปขุดค้นภายในวัด ซึ่งใช้เวลานานถึง 3 วัน เนื่องจากมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล แต่ทว่าเมื่อลับลอบนำออกมาแล้ว เกิดปาฏิหารย์ขึ้นมาโดยเฉพาะพระแสงขรรค์ชัยศรี ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้เกิดส่องแสงแวววับขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันบรรยายกาศของท้องฟ้าก็เกิดวิปริตแปรปรวน ต่อมาหนึ่งในผู้ลักลอบก็เข้าหาเจ้าหน้าที่ตำรวจในสภาพเมามาย ยอมรับว่าเป็นผู้ที่เข้าไปขุดค้นเอง และได้คืนของที่ขโมยเอาไปแก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ที่ร่วมขบวนการนั้นต่างก็ได้รับอันเป็นไปต่าง ๆ นานา เช่น เสียสติไปรำดาบอยู่กลางตลาด หรือร้านที่รับซื้อไว้ก็ต้องล้มเลิกกิจการไป เป็นต้น ซึ่งของกลางที่ขโมยเอาไปนั้นปัจจุบันได้คืนมาเพียงแค่ร้อยละ 20 เท่านั้น และจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ทั้งนี้เชื่อว่าเกิดจากการดลบันดาลของปู่โสมเฝ้าทรัพย์.

บุคคลที่มีชื่อเสียงที่เคยเผชิญหน้ากับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ได้แก่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือพระองค์พีระ นักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวไทยที่มีชื่อเสียงในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านเคยได้ประทานสัมภาษณ์เรื่องราวนี้ด้วยตัวพระองค์ท่านเองเมื่อปี พ.ศ. 2504 ต่อที่ประชุม ณ สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย.

อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของนักวิชาการ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชื่อว่า ความเชื่อเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์นั้น ไม่น่าจะมีอยู่จริงในความเชื่อของชาวอยุธยาร่วมสมัย เนื่องจากอ้างอิงจากหลักฐานรายชื่อผีที่ปรากฏในพระไอยการเบ็ดเสร็จ ไม่พบว่า มีบันทึกถึงปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือผีเฝ้าสมบัติ แต่อย่างใด รวมถึงความเชื่อนี้ก็ขัดต่อความเชื่อในคติของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ที่ชาวอยุธยาเชื่อถืออีกด้วย เนื่องจากนิกายเถรวาทไม่เชื่อในเรื่องของอันตรภพ เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดยังภพภูมิตามยถากรรม จึงสันนิษฐานว่า ความเชื่อนี้คงมาจากประเทศอินเดีย หรือเกิดจากการสร้างเป็นละครโทรทัศน์จนผู้คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง.

--นิทานเรื่องผีโพง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีต้นโพธิ์ใหญ่ยืนต้นอยู่กลางหมู่บ้าน ต้นโพธิ์นี้มีขนาดใหญ่โตมากจนแผ่กิ่งก้านสาขาทึบไปทั่วบริเวณ และมีรากขนาดใหญ่โผล่พ้นดินขึ้นมาเป็นโพรง

ชาวบ้านเล่าขานกันว่า ต้นโพธิ์นี้มีผีสิงอยู่ ชาวบ้านเรียกผีต้นโพธิ์นี้ว่า "ผีโพง" ผีโพงมีลักษณะเป็นหญิงสาวสวยสวมชุดไทยสีขาว แต่ใบหน้าของนางกลับซีดเผือดและมีดวงตาสีแดงก่ำราวกับเลือด

ผีโพงมักจะปรากฏตัวในยามค่ำคืน โดยเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง นางจะออกมาเดินวนเวียนอยู่รอบๆ ต้นโพธิ์ และส่งเสียงร้องไห้โหยหวนราวกับคนกำลังโศกเศร้าเสียใจ ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของผีโพงต่างก็ขนลุกขนพองและไม่กล้าออกจากบ้านในเวลากลางคืน

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มชื่อ "บุญ" เดินผ่านต้นโพธิ์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ขณะที่บุญกำลังเดินผ่านอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนของผีโพง บุญรู้สึกสงสารผีโพงจึงเดินเข้าไปหาและถามว่า

"เจ้าเป็นใครไยจึงมาร้องไห้อยู่เช่นนี้"

ผีโพงหันมามองบุญด้วยดวงตาสีแดงก่ำราวกับเลือด และกล่าวว่า

"ข้าคือผีโพง ข้าถูกฆ่าตายโดยชายที่ข้ารัก เมื่อข้าตายไปแล้ว วิญญาณของข้าก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ต้นโพธิ์นี้ ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้"

บุญรู้สึกสงสารผีโพงมาก จึงสัญญาว่าจะช่วยให้นางไปผุดไปเกิดได้ ผีโพงดีใจมากและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บุญฟัง

ผีโพงเล่าว่า นางชื่อ "นวล" นางเป็นลูกสาวของกำนันในหมู่บ้าน นางมีรูปโฉมงดงามมาก จนมีชายหนุ่มหลายคนมาสู่ขอ แต่มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ "ทอง" ที่นางรักมาก ทองเป็นคนจน แต่เป็นคนขยันและซื่อสัตย์

วันหนึ่ง ทองได้มาสู่ขอให้กำนันแต่งงานกับนวล แต่กำนันไม่ยอมเพราะรังเกียจที่ทองเป็นคนจน กำนันบังคับให้นวลแต่งงานกับชายหนุ่มที่ร่ำรวยกว่า นวลเสียใจมาก จึงหนีออกจากบ้านไปหาทอง

ทองและนวลได้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ความสุขของทั้งคู่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะกำนันได้ตามมาพบและจับตัวนวลกลับไป กำนันโกรธมากที่นวลหนีไป จึงสั่งให้คนใช้ฆ่านวล

วิญญาณของนวลยังคงวนเวียนอยู่ที่ต้นโพธิ์เพราะความแค้นที่กำนันฆ่านาง บุญฟังเรื่องราวของนวลแล้วรู้สึกสงสารนางมาก จึงสัญญาว่าจะช่วยให้นางไปผุดไปเกิดได้

บุญไปหาหมอผีในหมู่บ้านและเล่าเรื่องราวของนวลให้หมอผีฟัง หมอผีบอกว่า วิธีที่จะทำให้ผีโพงไปผุดไปเกิดได้คือ ต้องทำพิธีกรรมถอนอาถรรพ์ที่กำนันทำไว้

บุญและหมอผีได้ทำพิธีกรรมถอนอาถรรพ์ที่ต้นโพธิ์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้น ผีโพงก็ได้หายไปจากต้นโพธิ์ ชาวบ้านต่างก็ดีใจที่ผีโพงได้ไปผุดไปเกิดเสียที และต้นโพธิ์ใหญ่ก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง
-----
Q306

นิทานเรื่องเปรต
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มผู้หนึ่งชื่อว่า "อานนท์" เขาเป็นคนใจบุญและชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่อานนท์กำลังเดินผ่านป่า เขาได้พบกับชายชราผู้หนึ่งนอนอยู่ริมทาง ชายชรามีอาการอิดโรยและหิวโหย อานนท์จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือและพาชายชราไปที่บ้านของตน

อานนท์ดูแลชายชราเป็นอย่างดี เขาให้อาหารและน้ำ และจัดที่นอนให้ชายชราพักผ่อน ชายชราซาบซึ้งในความเมตตาของอานนท์มาก และเล่าเรื่องราวชีวิตของตนให้เขาฟัง

ชายชราเล่าว่าตนเองเป็นเปรต ตายไปแล้วแต่ยังเวียนว่ายอยู่ในโลกมนุษย์เพราะทำกรรมชั่วไว้มากมาย ชายชราเล่าว่าตนเองเป็นคนโลภมาก ชอบขโมยของผู้อื่นและไม่เคยทำบุญทำทานเลย เมื่อตายไปจึงกลายเป็นเปรตที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหยและกระหาย

อานนท์ฟังเรื่องราวของชายชราแล้วรู้สึกสงสารมาก เขาจึงตั้งใจที่จะช่วยเหลือชายชราให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน อานนท์พาชายชราไปที่วัดและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับชายชรา ชายชราได้รับส่วนบุญจากอานนท์แล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก ความหิวโหยและกระหายของชายชราค่อยๆ ลดลง

หลังจากนั้นชายชราก็ได้เล่าให้อานนท์ฟังว่า ตนเองจะต้องไปเกิดใหม่แล้ว ชายชราขอบคุณอานนท์ที่ช่วยเหลือตน และบอกว่าตนเองจะไม่ลืมบุญคุณของอานนท์เลย จากนั้นชายชราก็หายตัวไป

อานนท์ยังคงทำบุญทำทานอยู่เสมอ และไม่เคยลืมคำสอนของชายชรา เขาเชื่อว่าการทำบุญทำทานจะช่วยให้ตนเองและผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ได้
-----
Q307
นิทานเรื่องผีแม่ลูกอ่อน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อนางสาวลินดา เธออาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กับลูกชายวัย 5 ขวบของเธอ ชื่อว่าน้องต้นกล้า

คืนหนึ่ง ขณะที่นางสาวลินดากำลังนอนหลับอยู่ เธอก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกมาจากห้องข้างๆ เธอตื่นขึ้นและเดินไปที่ห้องนั้นอย่างระมัดระวัง เมื่อเธอเปิดประตู เธอก็พบกับวิญญาณของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน

วิญญาณของหญิงสาวคนนั้นเล่าให้นางสาวลินดาฟังว่า เธอชื่อนางสาวแพรวพรรณ และเธอเสียชีวิตขณะคลอดลูกเมื่อหลายปีก่อน วิญญาณของเธอและลูกของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้

นางสาวลินดาสงสารวิญญาณของนางสาวแพรวพรรณและลูกของเธอมาก เธอจึงอนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านด้วยกัน นางสาวแพรวพรรณและลูกของเธอรู้สึกขอบคุณนางสาวลินดามาก พวกเขาจึงคอยช่วยเหลือนางสาวลินดาในการทำงานบ้านและดูแลน้องต้นกล้า

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นางสาวลินดา น้องต้นกล้า วิญญาณของนางสาวแพรวพรรณ และลูกของเธอก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นอย่างมีความสุขตลอดไป
-----
Q308

นิทานเรื่องผีพ่อม่าย
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มรูปงามชื่อว่า "นายทอง" เขาเป็นคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อภรรยาของเขาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้เขาต้องกลายเป็นพ่อม่ายลูกติดโดยมีลูกสาววัย 5 ขวบชื่อ "หนูเล็ก"

นายทองเลี้ยงดูหนูเล็กมาด้วยความรักและเอาใจใส่ แต่ด้วยความที่เขาต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จึงทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลาดูลูกสาวเท่าไหร่นัก หนูเล็กจึงมักจะอยู่บ้านคนเดียวเงียบๆ

คืนหนึ่ง ขณะที่นายทองออกไปทำงาน หนูเล็กก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากห้องนอนของแม่ เธอค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องด้วยความกลัว และก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นร่างของแม่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่น่ากลัว ใบหน้าซีดเผือดและมีเลือดไหลออกจากปาก

หนูเล็กกรีดร้องด้วยความตกใจและวิ่งหนีออกจากห้องไป เธอวิ่งไปหาเพื่อนบ้านและเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เธอเห็น เพื่อนบ้านต่างก็ตกใจและพากันไปดูที่บ้านของนายทอง

เมื่อไปถึงห้องนอนของแม่หนูเล็ก ก็พบว่าร่างของเธอได้หายไปแล้ว เหลือไว้เพียงคราบเลือดบนเตียง เพื่อนบ้านต่างก็พากันขนลุกและเชื่อว่าวิญญาณของแม่หนูเล็กได้กลับมาแล้ว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นายทองและหนูเล็กก็มักจะได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากห้องนอนของแม่หนูเล็กอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็เป็นเสียงร้องไห้ บางครั้งก็เป็นเสียงหัวเราะ บางครั้งก็เป็นเสียงเคาะประตู

นายทองและหนูเล็กต่างก็กลัวจนไม่กล้าเข้าไปในห้องนอนนั้นอีกเลย พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ แต่ไม่ว่าจะย้ายไปที่ไหน วิญญาณของแม่หนูเล็กก็ยังคงตามไปหลอกหลอนพวกเขาอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่ง นายทองได้ไปพบกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง พระอาจารย์ได้บอกกับนายทองว่า วิญญาณของแม่หนูเล็กยังคงวนเวียนอยู่เพราะยังมีความห่วงใยในตัวลูกสาวอยู่

พระอาจารย์จึงได้ทำพิธีเชิญวิญญาณของแม่หนูเล็กมาและบอกให้เธอไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีกว่านี้ วิญญาณของแม่หนูเล็กก็ได้จากไปอย่างสงบ และนายทองกับหนูเล็กก็ไม่เคยได้ยินเสียงแปลกๆ อีกเลย
-----
Q309

นิทานเรื่องผีพ่อลูกอ่อน
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งที่ยากจนมาก สามีเป็นชาวนา ส่วนภรรยาเป็นแม่บ้าน ทั้งคู่มีลูกชายวัย 3 ขวบชื่อว่า "น้องน้อย"

วันหนึ่งสามีออกไปทำงานในไร่ตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูกตามลำพัง ขณะที่เธอกำลังซักผ้าอยู่ริมคลองหลังบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกชายดังมาจากในบ้าน

เธอรีบวิ่งเข้าไปดู ก็พบว่าน้องน้อยนอนร้องไห้อยู่บนแคร่ เธอกอดลูกชายเข้ามาปลอบและถามว่าเกิดอะไรขึ้น น้องน้อยก็เล่าให้ฟังว่ามีผีมาหลอก

ภรรยาตกใจมาก เธอถามลูกชายว่าผีเป็นอย่างไร น้องน้อยก็เล่าว่าเป็นผีผู้หญิง ตัวสูงใหญ่ ผมยาวสีดำ ใส่ชุดสีขาว เธอมีใบหน้าที่น่ากลัวมาก

ภรรยาไม่รู้จะทำอย่างไรดี เธอจึงอุ้มลูกชายเข้าไปในห้องพระ แล้วจุดธูปเทียนบูชาพระ พร้อมกับสวดมนต์ภาวนาขอให้ผีร้ายไปให้พ้นจากลูกชายของเธอ

หลังจากสวดมนต์เสร็จ ภรรยาก็อุ้มลูกชายกลับไปนอนที่แคร่ แล้วเธอก็นั่งเฝ้าลูกชายอยู่จนกระทั่งหลับไป

เช้าวันรุ่งขึ้น สามีกลับมาจากไร่ ภรรยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีฟัง สามีก็ตกใจมากเช่นกัน เขาบอกว่าเขาเคยได้ยินเรื่องเล่าว่ามีผีผู้หญิงอยู่แถวนี้ แต่เขาไม่คิดว่าจะมาหลอกลูกชายของเขา

สามีภรรยาจึงตัดสินใจไปหาหมอผีในหมู่บ้าน หมอผีทำพิธีไล่ผีให้กับน้องน้อย และบอกกับสามีภรรยาว่าผีผู้หญิงตนนี้เป็นผีพ่อลูกอ่อนที่ตายทั้งกลม เธอจึงแค้นและมาหลอกหลอนเด็กเล็ก

หมอผีได้ให้เครื่องรางของขลังกับสามีภรรยาไปแขวนไว้ที่หัวนอนของน้องน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผีมาหลอกอีก

หลังจากนั้น น้องน้อยก็ไม่เคยถูกผีหลอกอีกเลย สามีภรรยาจึงโล่งใจมาก และหมั่นสวดมนต์ภาวนาให้ลูกชายของตนอยู่เสมอ
-----
Q310


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม