นิทานมงคลที่26-30

มงคลที่26 ฟังธรรมตามกาลเวลา
นิทานเรื่องฟังธรรมตามกาลเวลา
ในสมัยพุทธกาล พระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อเอกธรรม ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุเพียง ๗ ขวบ เมื่อบรรลุแล้วก็ระลึกชาติในอดีตว่าเคยทำบุญอะไรมา ถึงสามารถบรรลุธรรมตั้งแต่เยาว์วัย ประเภทสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือปฏิบัติสะดวก บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องลำบากทำความเพียรเหมือนกับภิกษุรูปอื่น ๆ

          พระอรหันต์องค์นี้ได้เล่าเรื่องราวในอดีตชาติของท่านไว้ว่า...
          ในสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านเกิดเป็นฤๅษีผู้มีตบะกล้า สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนนกบิน มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมาก เพราะบำเพ็ญตบะอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลายาวนานวันหนึ่งท่านเหาะไปที่ป่ามะเดื่อ เพื่อจะหาผลไม้มาขบฉัน บังเอิญว่าในขณะที่เหาะไปนั้น เหมือนมีกำแพงหมอกมาขวางกั้นเอาไว้ หนทางเบื้องหน้าก็แลดูมืดมิดไปหมด อุปมาเหมือนนกที่บินเข้าไปใกลภูเขาสูงมหึมา จะบินข้ามภูเขาก็ไม่ได้ ต้องบินอ้อมอย่างเดียว

          มหาฤๅษีสงสัยว่า บริเวณนี้คงจะมีผู้วิเศษกว่าตนอาศัยอยู่ จึงได้มาขัดขวางหนทางไม่ให้เหาะข้ามไป ท่านก็เลยอยากประลองฤทธิ์ดูว่าผู้วิเศษท่านนั้นจะสามารถหยุดยั้งท่านได้จริงไหมท่านจึงแปลงร่างเป็นไอน้ำกลืนเข้ากับบรรยากาศล่องลอยไปเรื่อย ๆ แต่ก็เคลื่อนผ่านบรรยากาศบริเวณนั้นไปไม่ได้ ท่านพยายามพิจารณาหาสาเหตุว่า ผู้มีอานุภาพที่ไหนมาขัดขวางเราเอาไว้ ไม่ยอมให้ผ่านไปได้

          เมื่อเล็งแลดูด้วยทิพยจักษุก็พบว่า มีสมณะรูปหนึ่งกำลังนั่งแสดงธรรมให้มหาชนฟัง มหาฤๅษีเห็นฉัพพรรณรังสีของผู้มีอานุภาพท่านนั้นสว่างไสวไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ทันทีที่เห็นก็รู้ว่า บุคคลผู้นี้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นผู้มีอานุภาพมากที่สุดในภพทั้งสาม ท่านเห็นแล้วเกิดความศรัทธาเลื่อมใส จึงเหาะเข้าไปใกล้พระพุทธองค์แล้วตั้งใจฟังพระสุรเสียงที่พระพุทธองค์กำลังแสดงธรรมเรื่อง อนิจจลักขณะ ว่า อนิจจา วต สังขาราสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ แม้ได้ยินธรรมะเพียงบทเดียว ก็รู้สึกปลื้มใจ ชื่นอกชื่นใจ เกิดมหาปีติท่วมท้นเพราะอมตธรรมเพียงบทเดียวมีรสเลิศกว่ารสทั้งปวงอีกทั้งพระสุรเสียงของพระพุทธองค์ก็ไพเราะเสนาะโสต ชัดเจน แจ่มใส ไม่แหบ ไม่พร่า เสียงก้องกังวาน

           ท่านจดจำพระดำรัสเรื่องสังขารไม่เที่ยงแล้วเหาะอ้อมบริเวณนั้นไปด้วยความเคารพ มีจิตเบิกบานผ่องใส จากนั้นท่านก็หมั่นพิจารณา พร้อมกับบำเพ็ญตบะอยู่ในป่าเป็นเวลานาน ครั้นละโลกแล้วได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

๒๖.การฟังธรรมตามกาล
เมื่อมีโอกาส เวลา หรือตามวันสำคัญต่างๆ ก็ควรต้องไปฟังธรรมบ้างเพื่อสดับตรับฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ในหลักธรรมนั้นๆ และนำมาใช้กับชีวิตเราเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ท่านว่าเวลาที่ควรไปฟังธรรมนั้นมีดังนี้คือ
๑.วันธรรมสวนะ ก็คือวันพระ หรือวันที่สำคัญทางศาสนา
๒.เมื่อมีผู้มาแสดงธรรม ก็อย่างเช่น การฟังธรรมตามวิทยุ การที่มีพระมาแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ หรือการอ่านจากสื่อต่างๆ
๓.เมื่อมีโอกาสอันสมควร อาทิเช่นในวันอาทิตย์เมื่อมีเวลาว่าง หรือในงานมงคล งานบวช งานกฐิน งานวัดเป็นต้น
คุณสมบัติของผู้ฟังธรรมที่ดีควรต้องมีดังนี้คือ
๑.ไม่ดูแคลนในหัวข้อธรรมว่าง่ายเกินไป
๒.ไม่ดูแคลนในความรู้ความสามารถของผู้แสดงธรรม
๓.ไม่ดูแคลนในตัวเองว่าโง่ ไม่สามารถเข้าใจได้
๔.มีความตั้งใจในการฟังธรรม และนำไปพิจารณา
๕.นำเอาธรรมนั้นๆไปปฏิบัติให้เกิดผล

มงคลที่27 มีความอดทน
นิทานเรื่องอ้ายจำเรียนไม่มีความอดทนอดกลั้นในการเรียน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กหนุ่มชื่อจำเรียน เขาเป็นคนฉลาด แต่ขาดความอดทนอดกลั้นในการเรียน จำเรียนมักจะเบื่อหน่ายและละทิ้งการเรียนไปอย่างง่ายดาย

วันหนึ่ง ขณะที่จำเรียนกำลังนั่งเล่นอยู่ริมแม่น้ำ เขาก็เห็นมดตัวเล็กๆ กำลังพยายามขนเศษอาหารชิ้นใหญ่กลับรัง จำเรียนรู้สึกประทับใจในความขยันและอดทนของมด เขาจึงสังเกตพฤติกรรมของมดอย่างตั้งใจจำเรียนสังเกตเห็นว่า มดจะไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ไม่ว่าเศษอาหารจะหนักหรือไกลแค่ไหน มดก็จะพยายามขนกลับรังให้ได้เสมอ จำเรียนเรียนรู้ว่าความอดทนอดกลั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในการบรรลุเป้าหมาย

จำเรียนนำบทเรียนที่ได้จากมดมาปรับใช้กับการเรียนของเขา เขาเริ่มตั้งใจเรียนและอดทนอดกลั้นต่อความยากลำบากในการเรียนมากขึ้น ผลการเรียนของจำเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาได้คะแนนดีขึ้นและกลายเป็นนักเรียนที่เก่งกาจ

ตั้งแต่นั้นมา จำเรียนก็ไม่เคยลืมบทเรียนที่เขาได้เรียนรู้จากมด เขาตระหนักว่าความอดทนอดกลั้นเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในชีวิต

๒๗.มีความอดทน
ท่านว่าลักษณะของความอดทนนั้นสามารถจำแนกออกได้เป็นดังต่อไปนี้คือ
๑.ความอดทนต่อความลำบาก คือความลำบากที่ต้องประสพตามธรรมชาติ ซึ่งอาจมาจากสภาพแวดล้อมเป็นต้น
๒.ความอดทนต่อทุกขเวทนา คือทุกข์ที่เกิดจากสังขารของเราเอง เช่นความไม่สบายกายเป็นต้น
๓.ความอดทนต่อความเจ็บใจ คือการที่คนอื่นทำให้เราต้องผิดหวัง หรือพูดจาให้เจ็บช้ำใจ ไม่เป็นอย่างที่หวังเป็นต้น
๔.ความอดทนต่ออำนาจกิเลส คือสิ่งยั่วยวนทั้งหลายถือเป็นกิเลสทั้งทางใจและทางกายอาทิเช่น ความนึกโลภอยากได้ของเขา หรือการพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงินเป็นต้น
วิธีทำให้มีความอดทนคือ มีหิริโอตัปปะ
๑.หิริ ได้แก่การมีความละอายต่อบาป การที่รู้ว่าเป็นบาปแล้วยังทำอีกก็ถือว่าไม่มีความละอายเลย
๒.โอตัปปะ ได้แก่การมีความเกรงกลัวในผลของบาปนั้นๆ

Q262

มงคลที่28 เป็นผู้ว่าง่าย

นิทานเรื่องอ้ายจำเรียนเป็นคนสอนยาก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชื่อจำเรียน เขาเป็นคนเกียจคร้านและไม่ชอบเรียนหนังสือ พ่อแม่ของเขาพยายามสอนเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ วันหนึ่ง พ่อของจำเรียนโกรธมาก จึงไล่เขาออกจากบ้าน

จำเรียนเดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เขาเห็นเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน จำเรียนอยากเข้าไปเล่นด้วย แต่เด็กๆ ไม่ให้เขาเล่นเพราะเขาไม่ใช่คนในหมู่บ้าน

จำเรียนเสียใจมาก เขาเดินไปนั่งร้องไห้อยู่ริมแม่น้ำ ในขณะนั้นเอง มีชายชราคนหนึ่งเดินมาหาจำเรียน ชายชราถามจำเรียนว่าทำไมถึงร้องไห้ จำเรียนจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชายชราฟัง

ชายชราฟังจบแล้วก็ยิ้ม เขาบอกกับจำเรียนว่า "เจ้าเป็นคนสอนยากจริงๆ แต่ข้าจะสอนเจ้าให้เป็นคนดี" ชายชราพาจำเรียนไปที่กระท่อมของเขา และเริ่มสอนหนังสือให้จำเรียน

จำเรียนตั้งใจเรียนมาก เขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ชายชราภูมิใจในตัวจำเรียนมาก และบอกกับจำเรียนว่า "เจ้าเป็นคนฉลาด แต่เจ้าเกียจคร้านไปหน่อย"

จำเรียนสำนึกในความผิดของตัวเอง เขาตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น และในที่สุดเขาก็เรียนจบ ชายชราดีใจมาก เขาบอกกับจำเรียนว่า "เจ้าเป็นคนดีแล้ว เจ้าสามารถกลับบ้านได้แล้ว"

จำเรียนกลับบ้านไปหาพ่อแม่ของเขา พ่อแม่ของเขารู้สึกดีใจมากที่เห็นจำเรียนเปลี่ยนไปเป็นคนดี จำเรียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่ของเขาภูมิใจในตัวจำเรียนมาก และบอกกับจำเรียนว่า "เจ้าเป็นลูกที่ดีของเรา"

จำเรียนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขาทำงานหนักและเป็นคนดี เขาไม่เคยลืมคำสอนของชายชรา และเขาขอบคุณชายชราตลอดมาที่ช่วยให้เขาเป็นคนดี

ฤาษีวิษณุกรรมได้สอนจำเรียนเกี่ยวกับธรรมะและหลักคำสอนต่างๆ จำเรียนตั้งใจฟังและซึมซับความรู้ที่ฤาษีวิษณุกรรมสอน

ฤาษีวิษณุกรรม: จำเรียน เจ้าเป็นคนใฝ่รู้และขยันหมั่นเพียร ข้าพเจ้าเชื่อว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จในชีวิต

จำเรียน: ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านฤาษี ข้าพเจ้าจะจดจำคำสอนของท่านไปตลอดชีวิต

จำเรียนได้ศึกษาเล่าเรียนกับฤาษีวิษณุกรรมอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งมีความรู้และความเข้าใจในธรรมะอย่างถ่องแท้ เมื่อถึงเวลาที่จำเรียนต้องเดินทางกลับบ้าน ฤาษีวิษณุกรรมได้ให้พรแก่จำเรียน

ฤาษีวิษณุกรรม: ขอให้เจ้าจงประสบความสุขความเจริญในชีวิต และขอให้เจ้าจงใช้ความรู้ที่เจ้าได้เรียนรู้ไปในทางที่ถูกที่ควร

จำเรียน: ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านฤาษี ข้าพเจ้าจะไม่ลืมคำสอนของท่าน

จำเรียนได้เดินทางกลับบ้านและได้นำความรู้ที่ได้เรียนรู้มาจากฤาษีวิษณุกรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน เขาได้ใช้ความรู้เหล่านั้นในการช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้โลกใบนี้เป็นสถานที่ที่ดีกว่าเดิม

๒๘.เป็นผู้ว่าง่าย
ท่านว่าผู้ว่าง่ายนั้นมีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้คือ
๑.ไม่พูดกลบเกลื่อนเมื่อได้รับการว่ากล่าวตักเตือน คือการรับฟังด้วยดี ไม่ใช่แก้ตัวแล้วปิดประตูความคิดไม่รับฟัง
๒.ไม่นิ่งเฉยเมื่อได้รับการเตือน คือการนำคำตักเตือนนั้นมาพิจารณาและแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ
๓.ไม่จับผิดผู้ว่ากล่าวสั่งสอน คือการที่ผู้สอนอาจจะมีความผิดพลาด เนื่องจากความประมาท เราควรให้อภัยต่อผู้สอน เพราะการจับผิดทำให้ผู้สอนต้องอับอายขายหน้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม
๔.เคารพต่อคำสอนและผู้สอน คือการรู้จักสัมมาคารวะต่อผู้ทำให้คำสอน และเคารพในสิ่งที่ผู้สอนได้นำมาแนะนำ
๕.มีความอ่อนน้อมถ่อมตน คือไม่แสดงความยะโส ถือตัวว่าอยู่เหนือผู้อื่นเพราะสิ่งที่ตัวเองเป็นตัวเองมี
๖.มีความยินดีต่อคำสอนนั้น คือยอมรับในคำสอนนั้นๆ ด้วยความยินดีเช่นการไม่แสดงความเบื่อหน่ายเพราะเคยฟังมาแล้ว เป็นต้น
๗.ไม่ดื้อรั้น คือการไม่อวดดี คิดว่าของตัวเองนั้นผิดแต่ก็ยังดันทุรังทำต่อไปเพราะกลัวเสียชื่อ เสียฟอร์ม
๘.ไม่ข้ดแย้ง เพราะว่าการว่ากล่าวตักเตือนหรือสั่งสอนนั้นก็คือ สิ่งที่ตรงข้ามกับที่เราทำอยู่แล้ว เราควรต้องเปิดใจให้กว้างไม่ขัดแย้งต่อคำสอน คำวิจารณ์นั้นๆ
๙.ยินดีให้ตักเตือนได้ทุกเวลา คือการยินดีให้มีการแสดงความคิดเห็นตักเตือนได้โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องเวลา
๑๐.มีความอดทนต่อการเป็นผู้ถูกสั่งสอน คือการไม่เอาความขัดแย้งในความเห็นเป็นอารมณ์ แต่ให้เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผู้สอนนั้น
การทำให้เป็นคนว่าง่ายนั้นทำได้ดังนี้
๑.ลดมานะของตัว คือการไม่ถือดี ไม่ถือตัว ความไม่สำคัญตัวเองว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ อาทิเช่นถือตัวว่าการศึกษาดีกว่าเป็นต้น
๒.ละอุปาทาน คือการไม่ยึดถือในสิ่งที่เรามี เราเป็น หรือถือมั่นในอำนาจกิเลสต่างๆ
๓.มีสัมมาทิฏฐิ คือมีปัญญาที่เห็นชอบ การเห็นถูกเห็นควรตามหลักอริยสัจ ๔ เชื่อเรื่องความไม่เที่ยง เชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาปเป็นต้น

มงคลที่29 การได้เห็นสมณะ

นิทานเรื่องอ้ายจำเรียนได้เห็นสมณะผู้ทรงศีล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชื่อจำเรียน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาเป็นคนขยันขันแข็งและมักจะทำงานหนักอยู่เสมอ วันหนึ่ง ขณะที่จำเรียนกำลังทำงานอยู่ในไร่ เขาเห็นสมณะผู้ทรงศีลรูปหนึ่งเดินผ่านมา จำเรียนรู้สึกเลื่อมใสในสมณะรูปนั้นมาก จึงรีบวิ่งไปกราบไหว้และขอให้สมณะรูปนั้นสอนธรรมะให้

สมณะรูปนั้นยินดีที่จะสอนธรรมะให้จำเรียน และได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้จำเรียนฟัง เรื่องราวเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่ให้ข้อคิดและคำสอนอันล้ำค่า จำเรียนฟังอย่างตั้งใจและจดจำทุกคำพูดของสมณะรูปนั้น

หลังจากนั้น จำเรียนก็ได้นำคำสอนของสมณะรูปนั้นไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เขาเริ่มหมั่นทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น และละเว้นจากการทำความชั่วต่างๆ ในไม่ช้า จำเรียนก็กลายเป็นคนที่มีจิตใจดีงามและเป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน

วันหนึ่ง ขณะที่จำเรียนกำลังเดินผ่านป่า เขาได้พบกับโจรกลุ่มหนึ่ง โจรเหล่านั้นพยายามจะปล้นทรัพย์สินของจำเรียน แต่จำเรียนไม่ยอมต่อสู้และไม่ยอมให้โจรเหล่านั้นทำร้ายเขา โจรเหล่านั้นประหลาดใจในความกล้าหาญของจำเรียน และรู้สึกละอายใจในสิ่งที่ตนเองทำ จึงปล่อยจำเรียนไป

จำเรียนเดินต่อไปจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้ จำเรียนจึงเข้าไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวเล่าให้จำเรียนฟังว่า เธอถูกสามีทอดทิ้งและไม่มีที่พึ่งพิง จำเรียนรู้สึกสงสารหญิงสาว จึงพาเธอไปที่บ้านของตนเองและให้เธอพักอาศัยอยู่ด้วย

จำเรียนดูแลหญิงสาวอย่างดี และในไม่ช้าทั้งสองก็ตกหลุมรักกัน พวกเขาแต่งงานกันและมีลูกด้วยกันหลายคน ครอบครัวของจำเรียนมีความสุขและอบอุ่นมาก พวกเขามีชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข และจำเรียนก็ไม่เคยลืมคำสอนของสมณะรูปนั้นเลย

๒๙.การได้เห็นสมณะ
คำว่าสมณะแปลตรงตัวได้ว่า ผู้สงบ (หมายถึงผู้อยู่ในสมณเพศ) ท่านว่าคุณสมบัติของสมณะต้องประกอบไปด้วย ๓ อย่างคือ
๑.ต้องสงบกาย คือมีความสำรวมในการกระทำทุกอย่าง รวมถึงกิริยา มรรยาท ตามหลักศีลธรรม
๒.ต้องสงบวาจา คือการพูดจาให้อยู่ในกรอบของความพอดี มีความสุภาพสงบเสงี่ยมในคำพูดและภาษาที่ใช้ เป็นไปตามข้อปฏิบัติ ประเพณี
๓.ต้องสงบใจ คือการทำใจให้สงบปราศจากกิเลสครอบงำ ไม่ว่าจะเป็น โลภ โกรธ หลง หรือความพยาบาทใดๆ ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิภาวนา
การได้เห็นสมณะมีอยู่ดังนี้คือ
๑.เห็นด้วยตา ความหมายก็ตรงตัวคือการเห็นจากการสัมผัสด้วยสายตาของตนเอง แล้วมีความประทับใจในความสำรวมในกาย
๒.เห็นด้วยใจ เนื่องจากความสำรวมกาย วาจา ใจของสมณะจะช่วยโนัมน้าวจิตใจของเราให้โอนอ่อนผ่อนตาม และรับฟังหลักคำสอนด้วยใจที่ยินดี ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเปิดใจเราให้สมณะได้ชี้นำนั่นเอง
๓.เห็นด้วยปัญญา หมายความถึงการรู้โดยการใช้ปัญญาใคร่ครวญ พิจารณาในการสัมผัสและเข้าถึงและรับรู้ถึงคำสอนของสมณะผู้นั้น และรู้ว่าท่านเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นแล้วก็ต้องทำอย่างนี้คือ
๑.ต้องเข้าไปหา คือเข้าไปขอคำแนะนำ ชี้แนะจากท่าน หรือให้ความเคารพท่าน
๒.ต้องเข้าไปบำรุงช่วยเหลือ คือการช่วยเหลือท่านในโอกาสอันควร เพื่อแบ่งเบาภาระของท่าน
๓.ต้องเข้าไปฟัง คือการรับฟังคุณธรรม หลักคำสอนของท่านมาไว้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาชีวิต
๔.หมั่นระลึกถึงท่าน คือการระลึกถึงความดีที่ท่านมีแล้วนำมาเป็นตัวอย่างกับตัวเราเอง
๕.รับฟังรับปฏิบัติ คือการรับคำแนะนำของท่านมาปฏิบัติทำตามเพื่อให้เกิดผล ครั้นเมื่อติดขัดก็ใคร่แก้ไขเพื่อให้รู้จริงเห็นจริงตามนั้น

-----
มงคลที่30 การสนทนาธรรมตามกาลเวลา

นิทานเรื่องอ้ายจำเรียนได้สนทนาธรรมกับฤาษี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มชื่อจำเรียน เขาเป็นคนขยันและใฝ่รู้ วันหนึ่งเขาได้ออกเดินทางไปยังป่าลึกเพื่อแสวงหาความรู้ เขาได้พบกับฤาษีผู้มีปัญญาและได้สนทนาธรรมกับฤาษีผู้นั้น

จำเรียน: ท่านฤาษี ข้าพเจ้าได้เดินทางมาไกลเพื่อแสวงหาความรู้ ท่านสามารถสอนข้าพเจ้าได้หรือไม่

ฤาษี: ได้สิ ลูกชาย ความรู้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และข้าพเจ้าก็ยินดีที่จะแบ่งปันความรู้ของข้าพเจ้ากับเจ้า

จำเรียน: ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านอย่างสูง ท่านฤาษี
ฤาษี: เจ้าไม่ต้องเกรงใจ ข้าพเจ้าชื่อวิษณุกรรม เจ้าล่ะชื่ออะไรอ้ายจำเรียน: ข้าพเจ้าชื่อจำเรียน ท่านฤาษี
ฤาษีวิษณุกรรมได้สอนจำเรียนเกี่ยวกับธรรมะและหลักคำสอนต่างๆ จำเรียนตั้งใจฟังและซึมซับความรู้ที่ฤาษีวิษณุกรรมสอน

ฤาษีวิษณุกรรม: จำเรียน เจ้าเป็นคนใฝ่รู้และขยันหมั่นเพียร ข้าพเจ้าเชื่อว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จในชีวิต

จำเรียน: ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านฤาษี ข้าพเจ้าจะจดจำคำสอนของท่านไปตลอดชีวิต

จำเรียนได้ศึกษาเล่าเรียนกับฤาษีวิษณุกรรมอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งมีความรู้และความเข้าใจในธรรมะอย่างถ่องแท้ เมื่อถึงเวลาที่จำเรียนต้องเดินทางกลับบ้าน ฤาษีวิษณุกรรมได้ให้พรแก่จำเรียน

ฤาษีวิษณุกรรม: ขอให้เจ้าจงประสบความสุขความเจริญในชีวิต และขอให้เจ้าจงใช้ความรู้ที่เจ้าได้เรียนรู้ไปในทางที่ถูกที่ควร

จำเรียน: ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณท่านฤาษี ข้าพเจ้าจะไม่ลืมคำสอนของท่าน

จำเรียนได้เดินทางกลับบ้านและได้นำความรู้ที่ได้เรียนรู้มาจากฤาษีวิษณุกรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน เขาได้ใช้ความรู้เหล่านั้นในการช่วยเหลือผู้อื่นและทำให้โลกใบนี้เป็นสถานที่ที่ดีกว่าเดิม

๓๐.การสนทนาธรรมตามกาล
การได้สนทนากันเรื่องธรรม ทำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ และได้รู้ในสิ่งใหม่ๆ ที่เราอาจนึกไม่ถึง หรือเป็นการเผื่อแผ่ความรู้ที่เรามีให้แก่ผู้อื่นได้ทราบด้วย
ก่อนที่เราจะสนทนาธรรม ควรต้องพิจารณาและคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้คือ
๑.ต้องรู้เรื่องที่จะพูดดี
๒.ต้องพูดเรื่องจริง มีประโยชน์
๓.ต้องเป็นคำพูดที่ไพเราะ
๔.ต้องพูดด้วยความเมตตา
๕.ต้องพูดจาโอ้อวด ยกตนข่มท่าน
ข้อปฏิบัติเมื่อมีการสนทนาธรรม
๑.มีศีลธรรม คือการเป็นผู้ที่รักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ เป็นนิจศีลอยู่แล้ว การเป็นผู้ปฏิบัติถือเป็นหน้าที่ขั้นต้นในการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี
๒.มีสมาธิดี คือการมีจิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่สนทนา ไม่ว่อกแวก พร้อมทั้งเป็นผู้ที่หมั่นเจริญสมาธิภาวนาด้วย
๓.แต่งการสุภาพ คือการแต่งตัวให้เหมาะสมกับยุคสมัย อยู่ในกรอบประเพณีของสังคมแวดล้อม ณ ที่นั้นๆ ถูกกาลเทศะ
๔.มีกิริยาสุภาพ คือมีความสุภาพในท่วงท่าไม่ว่าจะเดิน นั่ง ยืน หรือการกระทำใดๆ การที่มีกิริยางดงาม สุภาพย่อมโน้มน้าวจิดใจผู้พบเห็นให้เกิดความประทับใจที่ดี
๕.ใช้วาจาสุภาพ คือการใช้ถ้อยคำที่สุภาพในการสนทนา ไม่ใช้คำหยาบคาย หรือก้าวร้าว
๖.ไม่กล่าวค้านพระพุทธพจน์ คือการไม่นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นข้อสงสัย หรือกล่าวค้าน เพราะสิ่งที่กล่าวไว้ในพระพุทธพจน์ย่อมเป็นความจริงตลอดกาล
๗.ไม่ออกนอกประเด็นที่ตั้งไว้ คือการพูดให้อยู่ในหัวข้อที่ตั้งไว้ ไม่พูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง
๘.ไม่พูดนานจนน่าเบื่อ คือการเลือกเวลาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ เนื่องจากเรื่องบางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องขยายความมากเกินไป

อ่านต่อนิทานมงคลที่31-35กด👇🏽http://idjumrian.blogspot.com/2024/05/31-35.html
สวัสดีครับเพื่อนๆอยากจะสนับสนุนนิทานและคำกลอนของอ้ายจำเรียน แต่งโดยใช้เอไอช่วยแต่งให้บางเรื่องอ่านจะขวิดจะขัด อ้ายจำเรียนต้องโทษด้วยนะครับ อยากให้กำลังเล็กๆน้อยๆด้วยการโอนเงินได้ที่
 พร้อมเพย์เบอร์👉0892718015
ทรูมันนี่วอเลทเบอร์👉0892718015
           นาย จำเรียน จันทร์รักษา
          ขอบคุณมากครับ
สุดท้ายนี้อ้ายจำเรียนไม่มีอะไรให้นอกจากอวยพรให้
อ้ายจำเรียนขอให้น้องๆคนที่ใจดีกับอ้ายจำเรียนและใจดีมีความแมตตาต่อผู้อื่นทุกคนสุขสันต์ทุกวันไม่เจ็บไม่ป่วย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้พระคุ้มครองคุณและครอบครัว ขอให้สุขสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา ขอให้การเรียนการงานการซื้อขายและธุรกิจ ราบรื่นสดใสปราศจากอุปสรรคทั้งปวง ขอให้สวยหล่อกันทุกคน ขอให้มีความสุขในการตอกกับแฟนราบรื่น จนถึงสวรรค์วิมานกันทุกคนนะครับ




ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม